[S.Fic] The memory (ThorxLoki)
posted on 28 May 2012 14:19 by seulki in Thorki directory Fictionห่างหายไปนานจากการแต่งฟิค ซึลกิกลับมาอีกครั้งด้วยแรงฟินล้วนๆ แต่งเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง โปรดจงระวังไว้เพราะมันเผามาก 5555+
ไม่ได้แต่งนานมากค่ะ อาจจะมีอะไรผิดพลาดหรืออารมณ์สะดุดไปบ้างต้องขออภัย มันชักจะฝืดๆเหมือนกันล่ะ ตอนนี้มันไม่มีฉากกุ๊กกิ๊ะน่ะค่ะ เป็นท่านเทพในวัยเด็ก โชเน็นไอไปซะงั้น เอาล่ะค่ะ
Enjoy~~~<3
.....................................................................................................
[S.Fic]: The memory(One-Short)
Pairing: Thor x Loki
Author: Seulki
Rate: PG-13, [ส] ใสกิ๊ก ไร้พิษภัย
Warning: สั้นและเพ้อเจ้อ
Note: รักใสๆของพี่น้อง ธอร์กับโลกิในวัยเด็กค่ะ อยากจะลองแต่งแนว shonen ดู ไม่วายนะค่ะ แต่จิ้นได้ตามสะดวก 5555+ (ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคำนี้หลุดออกมาจากปากซึล)
..................................................................................................
เมื่อยามอยู่เพียงลำพังในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่…ข้ามักจะครุ่นคิด
ห้วงคำนึงแรกคือเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตอันแสนเศร้าผู้ซึ่งถูกจองจำ
นัยน์ตาคู่นั้นช่างแปลกประหลาดและลึกลับจนยากจะหยั่งเดาความคิด เบื้องหลังแววตาสะใจมีแต่ความร้าวราน
ทำไมกัน…น้องข้า
ข้าทำอะไรผิดไป เจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้…?
หวนคิดถึงความทรงจำในวัยเด็ก…ใช่แล้ว มันช่างสดใสและตราตรึงจนยากจะตัดใจลืมเลือน
.............................................................................
“แง๊ แง๊ แง๊ แง๊”
เสียงร้องไห้จ้าดังลั่นไปทั่วราชวังแอสการ์ดเรียกให้เด็กชายตัวน้อยผู้กลับมาจากการเล่นซุกซนตื่นตกใจ ขาเล็กทั้งสองข้างรีบวิ่งไปยังห้องบรรทมของเสด็จแม่ผู้เป็นถึงราชินีแห่งแอสการ์ด ด้วยเกรงกลัวว่าพระนางจะเป็นอันตราย
“เสด็จแม่!”
ประตูห้องบรรทมถูกผลักเปิดออกพร้อมกับที่เด็กชายตะโกนเรียกหาพระนางด้วยความตกใจ ราชินีฟริกก้าละความสนใจจากสิ่งเล็กๆในห่อผ้าสีขาวที่ยังคงแผดเสียงร้องไห้จ้าไม่หยุดหย่อนหันมามองบุตรชายเพียงคนเดียวของพระนาง
“ธอร์”
เด็กชายตัวน้อยหายใจหอบ เรือนผมสีทองยุ่งเหยิง คิ้วสวยขมวดมุ่น ใบหน้าเรียวเล็กที่ฉายเค้าความหล่อเหลามาตั้งแต่เด็กเต็มไปด้วยความงุนงงยามจ้องมองไปยังห่อผ้าประหลาดในอ้อมแขนของเสด็จแม่ เจ้าสิ่งนั้นยังคงแผดเสียงร้องชวนปวดหัว โอดิน ออลฟาเธอร์เดินก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหนักใจ
“ยังไม่หยุดร้องอีกรึ ฟริกก้า”
“เพค่ะ” พระนางถอนใจ “อาจเป็นเพราะว่ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างทำให้อาจยังปรับตัวได้ไม่ดีนัก”
ราชินีฟริกก้าเห่กล่อมทารกน้อยนั้นอีกครั้ง เสียงร้องไห้ดูจะเงียบหายไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาใหม่อีกครั้ง
“ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”
“ต…แต่ว่า แล้ว…”
พระนางทำท่าจะทักท้วงแต่แววตาจริงจังของโอดินทำให้จำต้องวางทารกน้อยลงกับเปล พร้อมกับเสียงร้องไห้จ้าที่ดังกว่าเดิมแต่ก็ต้องตัดใจพากันเดินออกไปจากห้องแต่มิวายหันมากำชับเขา
“ธอร์ เจ้าดูแลน้องไปก่อนนะ”
น้องเหรอ?
เด็กชายคิดอย่างงุนงง เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับธอร์ผู้ซึ่งขยับเข้าไปใกล้เปลด้วยความสนใจใคร่รู้ ซึ่งมีชีวิตประหลาดซึ่งกำลังร้องไห้อยู่ในขณะนั้นช่างดูเล็กและบอบบางยิ่งนัก ผิวของมันขาวเหมือนหิมะ แก้มยุ้ยแดงปลั่ง ริมฝีปากเล็กๆแบะออกพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย ธอร์อดใจไม่ได้ที่จะเอานิ้วจิ้มไปที่แก้มใสนั้นอย่างแผ่วเบา ทารกน้อยชะงักพร้อมกับเปิดดวงตาสีเขียวมรกตใสแจ๋วขึ้นมามองเขา เด็กน้อยหยุดชะงัก เขาไม่เคยเห็นอัญมณีที่ไหนสวยเท่าแก้วตาดวงนี้มาก่อน ใสแจ๋ว ไร้เดียงสา มองมาที่เขาอย่างสนใจใคร่รู้ มือน้อยๆเอื้อมมาไขว่คว้า
เด็กชายชะงักก่อนจะค่อยๆยื่นมือไปช้อนทารกน้อยขึ้นสู่อ้อมแขนเล็กบาง น้ำหนักของมันมากกว่าที่คิด เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเมื่อมือเล็กๆยื่นมากระตุกเส้นผมสีทองของเขาเบาๆ
“เจ้าชอบผมของข้าเหรอ”
อาจจะเป็นเพราะเวลานี้เป็นเวลาสาย แสงแดดอ่อนๆจึงทอประกายเข้ามาในห้องสาดกระทบกับเรือนผมสีทองสว่างจนเป็นประกายประหลาด แทนคำตอบทารกน้อยหัวเราะดังกว่าเดิมพร้อมกับส่งเสียงอ้อแอ้ไม่หยุด สัมผัสในอ้อมกอดเด็กชายนั้นทั้งนุ่มนิ่ม อบอุ่นและหอมกรุ่น จนเขาคิดว่าไม่มีสิ่งไหนจะน่าเอ็นดูไปกว่านี้อีกแล้ว
ไม่รู้ว่าเขามองสิ่งมีชีวิตเล็กๆนั่นอยู่นานเท่าไหร่ รู้เพียงแค่ว่าเมื่อเสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมา ทั้งสองพระองค์อุทานอย่างแปลกใจ ก่อนจะโอดินจะบอกกับเขาว่า
“นั่นคือ โลกิ จากนี้ไปเขาจะเป็นน้องชายของเจ้า”
“โลกิ”
ธอร์กระซิบ ยกทารกตัวน้อยขึ้นมากอดแนบแก้ม
น้องชายของข้า…
.....................................................................................
“โอ๊ย!”
ธอร์ยกนิ้วที่โดนกัดขึ้นมากุมเอาไว้ สายตาตวัดไปที่โลกิผู้ซึ่งกำลังหัวเราะคิกคักชอบใจ ตอนนี้โลกิกำลังอยู่ในช่วงฟันขึ้นทำให้เขาโดนกัดแทบจะทุกครั้งที่ไปเล่นด้วยกัน นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองน้องชายตัวดีอย่างคาดโทษ แต่พอมองสบเข้ากับดวงตาสีเขียวไร้เดียงสา ความโกรธกรุ่นก็มลายหายไปในทันที พร้อมกับที่ร่างเล็กๆจะคลานต้วมเตี้ยมเข้ามาหาเขา ส่งยิ้มน้อยๆ นิ้วมือเล็กๆกำรอบมือของเขาและอาศัยจังหวะที่เขาเผลอกัดนิ้วของเขาอีกครั้ง
“โอ๊ย โลกิ!”
เขาน่าจะรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าโลกิจะโตขึ้นมาแล้วเป็นเด็กแสบชนิดที่ทำให้ทั้งพระราชวังสะเทือน
....................................................................
“ธอร์ โลกิ นี่เจ้าไปแกล้งพี่เลี้ยงอีกแล้วใช่มั้ย”
โอดินนั่งกุมขมับอยู่บนบัลลังก์สีทอง เบื้องหน้าคือธอร์ในวัย 10 ขวบและโลกิในวัย 8 ขวบ เด็กสองคนที่ดูจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งตัวใหญ่กว่าผิวสีแทน เรือนผมสีทองสว่างและดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสราวกับท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆหมอก ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแป้นแล้นอย่างไม่สำนึกผิด ส่วนอีกคนตัวเล็ก ผิวขาวเผือด เรือนผมสีดำและดวงตาสีเขียวมรกตเรียบเฉย
วันนี้ในระหว่างที่พระองค์กำลังนั่งทรงงานตามปกติ ประตูห้องทำงานก็เปิดผางออกพร้อมกับเสียงโวยวายของทหารองครักษ์ ที่หน้าประตูปรากฏร่างหญิงวัยกลางคนที่กำลังกรีดร้องพร้อมกับยื่นคำขาดว่าจะลาออก โอดินมองสภาพพี่เลี้ยงผู้ซึ่งบัดนี้ผมหงิกงอเพราะสายฟ้าเป็นหย่อมๆ อีกทั้งชุดก็เปรอะเปื้อนรอยดำเหมือนไฟไหม้ซ้ำยังขาดวิ่น พร้อมกับงูตัวหนึ่งที่เลื้อยออกมาจากเสื้อผ้าของนางพร้อมกับเสียงกรี๊ดที่ทำให้พระราชวังแทบสะเทือน
โอดินมองความเสียหายเบื้องหน้าอย่างจนปัญญา เดือนนี้คงต้องหาพี่เลี้ยงคนใหม่…
“มันเป็นความผิดของข้า”
อยู่ดีๆเด็กหนุ่มผู้พี่ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงดังฟังชัด โอดินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าก็แค่อยากจะอวดโลกิว่าข้าสามารถเรียกสายฟ้าได้และอ่า…ใช่ มันเกิดผิดพลาดนิดหน่อย เสด็จพ่อ”
โอดินหันไปมองคนตัวเล็กกว่า โลกิหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะเอ่ยคำบางอย่างที่แทบทำให้ธอร์สะดุดล้มหน้าทิ่ม
“ธอร์โกหก เสด็จพ่อ ทั้งหมดนั่นเป็นฝีมือเวทมนตร์ของข้า”
อย่างน้อยคำแก้ตัวนี้ก็ฟังดูเข้าท่ากว่า จริงอยู่ที่ธอร์อาจจะมีโอกาสที่จะขโมยค้อนมาเล่นได้ แต่เขาเสกให้ไฟไหม้เสื้อผ้าหรือเสกงูออกมาไม่ได้แน่ แต่ก่อนที่โอดินจะทันได้พูดอะไร ผู้เป็นพี่ก็แผดเสียงออกมาอย่างอดไม่อยู่
“มันเป็นฝีมือข้าต่างหาก ข้ากำลังพยายามปกป้องเจ้าอยู่นะ”
“พี่คิดว่าเสด็จพ่อจะไม่รู้รึไง พี่เสกงูได้ที่ไหน”
ใช่! โลกิเป็นจอมเวทย์ผู้เก่งกาจอย่างหาตัวจับได้ยาก เป็นพรสวรรค์ที่เหนือผู้ใดในแอสการ์ด ในขณะที่ธอร์ถนัดสายต่อสู้เสียมากกว่า จริงอยู่ที่เขาได้รับสืบทอดค้อนโยเนียร์ แต่โอดินคิดว่าเขายังไม่พร้อมที่จะใช้มันในตอนนี้จึงได้เก็บรักษาเอาไว้ อาจจะมีบางครั้งที่เขาแอบไปขโมยมาเล่นได้บ้างด้วยความช่วยเหลือของโลกิ
“ข้าเป็นคนที่ได้เข้าไปในป่าต้องห้ามมาแล้วนะ อ๊ะ”
ธอร์รีบปิดปากตัวเองด้วยความตกใจ ดวงตาสีฟ้าและสีเขียวเบิกกว้างพร้อมกับหันขวับไปมองเสด็จพ่อที่ตอนนี้เริ่มจะแผ่รังสีอำมหิตออกมาเสียแล้ว
“ข้าขอกักบริเวณพวกเจ้า 2 อาทิตย์!!”
“เพราะพี่คนเดียวเลย ทำให้ข้าต้องมานั่งหงอยอยู่ในนี้”
เสียงเล็กๆบ่นขึ้นอย่างไม่จริงจังยามที่นั่งกอดหมอนอยู่บนเตียงกว้างของผู้เป็นพี่ชาย ธอร์ทอดถอนใจ เหตุมันเกิดขึ้นเพราะเมื่อเช้าที่เขาแอบหนีเข้าไปในป่าต้องห้ามพร้อมกับจับกระต่ายป่าตัวเล็กๆที่อยู่ชายป่าออกมาอวดโลกิ
แต่ทันทีที่เขาปล่อยเจ้ากระต่ายนั่นอออกจากกรง มันก็ชักจะไม่น่ารักเสียแล้วเมื่อเจ้ากระต่ายนั่นมันดันพ่นไฟได้แล้วคนที่เข้ามาโดนเต็มๆคือพี่เลี้ยงของพวกเขา
“ช๊อตมันด้วยสายฟ้าสิธอร์!”
โลกิร้องอย่างตกใจ ในขณะที่พี่เลี้ยงคนนั้นเริ่มดิ้นพล่านไปทั่วห้องเพราะไฟไหม้เสื้อผ้าของนาง ธอร์คว้าค้อนที่เขาไปแอบขโมยมาเล่นพร้อมกับรวมรวมประกายสายฟ้า แต่เพราะยังควบคุมได้ไม่ดีนักประกอบกับที่เจ้ากระต่ายตัวนั้นมันวิ่งพล่านไปทั่งห้อง สายฟ้าจึงช๊อตโน่นนี่มั่วไปหมด รวมไปถึงพี่เลี้ยงผู้น่าสงสารของพวกเขา นางร้องไห้โอดครวญพร้อมกับวิ่งไปทางห้องอาบน้ำ
“นี่พี่เล็งยังไงเนี่ย ไม่ได้เรื่องเลย”
“หยุดน่า ข้ากำลังใช้สมาธิ” ธอร์บอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เจ้าแช่แข็งมันไม่ได้รึไง หรือเปลี่ยนให้มันเป็นมดอะไรแบบนั้น”
“ทำได้ซะที่ไหน ข้ายังไม่เก่งถึงขั้นนั้น แต่ข้าน่าจะแช่แข็งมันได้สักพักนึงนะ”
โลกิร่ายเวทพร้อมกับที่ห้องทั้งห้องเริ่มหนาวสะท้านขึ้นมา ประกายน้ำแข็งพัดไปเกาะที่กระต่ายตัวนั้นจนกลายเป็นอนุสรณ์น้ำแข็งขนาดย่อม ธอร์เดินเข้าไปใกล้พร้อมกับใช้โยเนียร์ทุบก้อนน้ำแข็งนั้นจนมันแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พวกเขาทั้งคู่หอบหายใจพร้อมกับร่างของพี่เลี้ยงที่ออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากการไปออกรบ
“ข้า…จะฟ้อง…โอดิน ออลฟาเธอร์”
นางพูดเช่นนั้นก่อนจะรีบผลุนผลันออกจากห้อง โลกิหรี่ตา ร่ายเวทด้วยภาษาประหลาด พลันงูตัวหนึ่งก็ปรากฏบนพื้นห้องเลื้อยไปทางประตูที่ยังคงเปิดกว้าง เมื่อเห็นธอร์ทำหน้างุนงง เด็กชายก็หัวเราะพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย
“ของแถมน่ะพี่ข้า”
ธอร์เบิกตากว้างก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดังลั่นห้องนอนของโลกิที่บัดนี้กลายสภาพเป็นสมรภูมิน้ำแข็งขนาดย่อม
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เจ้านี่มันแสบจริงๆ”
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องระเห็จมานอนกับธอร์เพราะห้องเขากำลังถูกซ่อมแซมโดยพวกนักเวทย์
“จริงสิ ข้ายังไม่ได้ให้ของขวัญที่เจ้าทำให้ข้ารู้สึกสนุกเลย”
อยู่ดีๆธอร์ก็พูดขึ้นมาทำให้โลกิซึ่งกำลังนั่งระลึกถึงเหตุการณ์นั้นสะดุ้งเล็กน้อย ธอร์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงดึงเอาห้อผ้าเล็กๆมอมแมมขึ้นมายื่นให้น้องชาย โลกิเลิกคิ้วเมื่อแกะห่อผ้านั่นออกดวงตาสีเขียวใสก็เบิกกว้างด้วยความประทับใจ
“สวยจัง…”
ลูกแก้วเล็กๆสีเขียวใสกลิ้งอยู่ในมือข้างในมีประกายสีฟ้าทอระยับผสมผสานกันอย่างลงตัว มันเป็นลูกแก้วพิเศษที่มีเฉพาะในป่าต้องห้ามนั่นเท่านั้นและราคาก็แพงมหาศาลเลยทีเดียว มันถูกเรียกว่าลูกแก้วแห่งความทรงจำ พวกจอมเวทย์ชอบใช้เอาไว้ใส่เหตุการณ์ต่างๆที่พวกเขาไม่อยากจะลืมเลือนมันไป
“อันนี้ข้าให้เจ้าเอาไว้ใช้เก็บความทรงจำของเจ้า แต่ว่าอันนี้…”
ธอร์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอีกข้าง ลูกแก้วสีฟ้าใสปรากฏขึ้นประกายสีเขียวที่เต้นระยับอยู่ในนั้นทำให้โลกิแทบไม่อยากจะละสายตา ตัวลูกแก้วถูกร้อยไว้ด้วยสร้อยที่ทำจากทองคำขาวชั้นดี
“อันนี้เป็นความทรงจำของข้า ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบออกไปไหนนอกราชวังนัก แต่ว่าสถานที่ที่ข้าไปมันช่างสวยงาม จนบางครั้งข้าอยากจะให้เจ้าได้เห็นมันพร้อมๆกับข้า เพราะฉะนั้น…ข้าให้เจ้า…ความทรงจำที่งดงามที่สุดในชีวิตข้าอยู่ในมือเจ้าแล้วนะ เพราะว่าหลังจากนี้ข้าคงไม่ได้ออกไปไหนแล้ว ต้องร่ำเรียนวิชาอยู่แต่ในราชวังเท่านั้น”
ธอร์ทอดถอนใจก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพื่อเรียนวิชาการปกครองต่อ ทิ้งให้โลกินั่งนิ่งอยู่ในห้อง ดวงตาสีเขียวมรกตมองลูกแก้วสีฟ้าใสด้วยความรู้สึกชื่นชม ริมฝีปากบางร่ายคาถาเพื่อปลดล็อดลูกแก้วนั้น
ภาพทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ปรากฏขึ้นในห้อง ทั้งสายลมอ่อนๆที่โลมเสียร่างกาย กลิ่นของไอแดดและสัมผัสยามที่กลีบดอกไม้บอบบางลากไล้ผ่านผิวหนังช่างเสมือนจริงราวกับว่าเขาเข้าไปอยู่ในความทรงจำของธอร์ พลันลมวูบหนึ่งก็พัดแรงขึ้นพาให้ดอกหญ้าสีขาวบอบบางปลิวไสวขึ้นไปเหนือท้องฟ้า
พลันภาพตัดมาที่ป่าหลังพระราชวัง น้ำตกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในฉากนั้นพร้อมกับสายรุ้งงามที่ทอประกายพาดผ่าน ฉับพลันโลกิพบว่าตัวเองกำลังกระโดดลงไปในน้ำ สายน้ำเยือกเย็นผ่านผิวพร้อมกับที่ตัวเขาดำดิ่งลงพร้อมกับฝูงปลา เป็นภาพที่งดงามเหลือเกิน
ภาพตัดไปที่ทิวทัศน์อีกหลายภาพที่แทบทำให้หยุดหายใจก่อนจะตัดมาที่ภาพทารกน้อยในเปลผู้มีผมสีดำและนัยน์ตาสีเขียวมรกตผู้ซึ่งโดนโอบอุ้มขึ้นมาแนบแก้มพร้อมกับเสียงกระซิบเรียกชื่อ
ภาพสุดท้ายเป็นภาพในสวนของเสด็จแม่ เขามองเห็นด้านหลังของตัวเองในสวนดอกไม้พร้อมกับเสียงธอร์ที่เรียกชื่อของเขา ร่างของเขาหันมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างแสนสดใส ที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองช่างมีความสุข พร้อมกับเสียงกระซิบจากพี่ชายผู้ยกมือขึ้นลูบหัวเขาพร้อมกับเอ่ยคำที่ทำให้หัวใจพองโตด้วยความภาคภูมิใจ
“เด็กดี ข้ารักเจ้า น้องชายของข้า”
ภาพทั้งหมดจบเพียงแค่นั้นหากแต่เด็กชายไม่รู้ตัวว่าตัวเองเผลอยิ้มไปนานสักแค่ไหนจวบจนกระทั่งธอร์ผู้ซึ่งพักจากการร่ำเรียนเข้ามาเจอเขา พี่ชายเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“โลกิ! นี่เจ้ายังไม่ไปเรียนวิชาต่อสู้อีกรึ นี่มันผ่านมาครึ่งค่อนคาบแล้วนะ”
เด็กชายตัวน้อยลมหายใจสะดุด รีบกระวนกระวายเก็บลูกแก้งสีเขียวไว้ในหีบก่อนจะพยายามใส่สร้อยซึ่งร้อยด้วยลูกแก้วสีฟ้าด้วยความทุลักทุเล ธอร์หัวเราะก่อนจะเอื้อมมือไปดึงลูกแก้วนั้นแล้วใส่ให้น้องชายเสียเอง
“เป็นไง เจ้าชอบมั้ย….”
“ชอบมากที่สุดในบรรดาของที่พี่เคยให้เลยล่ะ”
ใบหน้าเล็กพยักเพยิกไปทางชั้นแก้วยาวจรดเพดานที่ซึ่งเต็มไปแล้วเกือบครึ่งด้วยสารพัดของฝากที่ธอร์นำมาให้เขา เจ้าชายคนโตแห่งแอสการ์ดยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะจับจูงมือน้องชายคนเล็กออกจากห้อง เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับความทรงจำในวัยเด็กของธอร์ที่ปิดลง
ด้วยเพราะไม่อยากจะคิดและรับรู้ไปมากกว่านี้…
โลกิ…ข้าจะทำให้เจ้ากลับมาเป็นเหมือนเมื่อวันวานอีกครั้ง ต่อให้ต้องใช้เวลาอีกเป็นหมื่นๆปีข้าก็จะทำ
ต่อให้โลกิเกลียดชังเขามากกว่านี้…ต่อให้ต้องใช้ความพยายามมากเพียงใด
อย่างน้อยโลกิก็ยังไม่ได้ทิ้งลูกแก้วอันนั้นที่เขาให้…มันยังคงอยู่ติดกับลำคอเรียวระหงตั้งแต่วันนั้น
นั่นข้าจะถือว่ามันคือความหวังเพียงน้อยนิดที่ข้าจะดึงเจ้ากลับมาได้รึไม่…
น้องชาย…สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในชีวิตข้า
โลกิ…
The End
edit @ 28 May 2012 15:09:48 by [SeulKi]~~
edit @ 28 May 2012 15:11:31 by [SeulKi]~~
edit @ 28 May 2012 15:17:22 by [SeulKi]~~