[Fic] Covetousness -XS- up.5 แล้วจ้า >O<
posted on 06 Oct 2009 01:43 by seulki in XS
ห่างหายกันไปนานเลยสำหรับฟิคเรื่องนี้
ขอโทษด้วยนะค่ะ พอดีว่าติดอะไรหลายๆอย่างมากเลย T^T
เอาล่ะค่ะ มาต่อกันด้วย nc กันดีกว่าเน้อ ไปโล้ดดดด
................................................................
Chapter 5: Passion (nc-21)
นัยน์ตาสีแดงเลือดเบิกกว้างด้วยความแปลกใจชั่วขณะก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ภายนอกนิ่งเฉยหากแต่ภายในจิตใจกลับถูกรุมเร้าไปด้วยความสับสน ตัณหาราคะและความรักขัดแย้งกันอยู่ภายในจนยากจะแยกออก
ลังเลใจ....เพียงเพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับใครอีกคน
นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยมองท่าทางลังเลใจนั้นด้วยแววตาร้าวราน เจ็บปวด…กับท่าทางเมินเฉยไมใส่ใจที่มีต่อเขา เจ็บปวด....ที่ผืนนภาแห่งวาเรียไม่เคยลังเลใจยามทำร้ายคนที่จงรักภักดีมากที่สุดคนนี้ เจ็บปวด....ที่คนที่ตนรักสับสน เพียงเพราะการกระทำนั้นจะเป็นการทรยศต่อผืนนภาสีใส
ความสว่างที่น่าใคร่หา….มิใช่หยาดพิรุณอันมืดมิด
.
.
.
อย่าลังเลใจ
ถ้อยคำปลุกปลอบของสายหมอกลอยเข้ามาในห้วงความคิด ย้อมจิตใจอันหวั่นไหวร้าวรานให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง หากไม่สำเร็จ....เราก็คงจะพ่ายแพ้
มิใช่พ่ายเพราะความรัก….หากแต่พ่ายเพราะความขลาดกลัวของตน
“บอส….ได้โปรด….”
เสียงหวานเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงร้าวรานแทบขาดใจ ปลายเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความกระดากอาย พวงแก้มขาวขึ้นสีแดงก่ำยามยกมือเรียวขาวอันสั่นระริกของตน แตะลงไปที่เม็ดกระดุมบนอกเสื้อช้าๆ รับรู้ได้ถึงอาการสั่นสะท้านที่แผ่ขยายไปทั่วเรือนร่างให้ไหวระริกด้วยความหวาดหวั่น
ใบหน้าหวานก้มต่ำลงราวกับไม่อาจทานทนต่อดวงตาคมกริบสีเลือดคู่นั้นที่กำลังจับจ้องมองมายังตนไม่วางตา การกระทำอันไร้เดียงสาของผู้ที่พยายามจะยั่วยวนเขาทั้งๆที่กำลังหวาดกลัวอยู่ขนาดนั้น….ปลุกเพลิงปรารถนาส่วนลึกให้ลุกโชนจนยากเกินจะควบคุม
ตลอดทั้งชีวิต….ไม่เคยคิดว่าตนจะต้องมาอดกลั้นอะไรมากมายเท่ากับวันนี้
ทั้งๆที่รู้...........
หากแม้นเพียงลังเลใจและตัดสินใจผิดพลาดไปชั่วขณะแล้ว…. บางสิ่งบางอย่างคงไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีกครั้ง
“ใครสอนให้แกทำแบบนี้ ไอสวะ”
แซนซัสไม่ใช่คนโง่…ผู้ที่เฝ้าติดตามภักดีอย่างเขารู้ดี ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องของเขากับสึนะโยชิ…ทั้งๆที่รู้แต่แกล้งทำเป็นเมินเฉย เพียงเพราะพิรุณไม่อาจเทียบเทียมนภา เพียงเพราะพิรุณไม่อาจเป็นเจ้าของหัวใจ...
ทั้งๆที่รู้…..แต่ก็ยังไม่เลือกเขา ความคิดนี้ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
“ฉันคิดของฉันเอง ถ้าหากว่าเพื่อนายแล้ว……”
“หึ….ทั้งแกทั้งไอสวะนั่น….หึหึ”
เสียงหัวเราะอันเยียบเย็นลอยหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาที่ชอบเย้ยหยัน หัวเราะราวกับว่าเป็นเรื่องราวตลกเสียเต็มประดา ความไม่เข้าใจแล่นปราดขึ้นในสมองของฉลามคลั่งแห่งวาเรีย หัวเราะงั้นเหรอ….ทั้งๆที่เขาจริงจังขนาดนี้ แล้วมันมีอะไรน่าขำนักรึไง นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยฉายชัดถึงความไม่แน่ใจ และไม่อาจเข้าใจถึงความคิดของบอสแห่งวาเรีย…ไม่เคยเข้าใจเลยสักครา
ทั้งๆที่รู้ดีกว่าใครว่า หยาดพิรุณมองได้แค่เพียงนภา
หยาดฝนสีเลือดย่อมเคียงคู่กับท้องนภาสีรัตติกาล…หาใช่นภาสีขาวที่อ่อนโยนเกินใคร…
ถูกแล้ว…ที่นภานั้น…อ่อนโยน…
แต่ความอ่อนโยนนั้น…กลับมิใช่มีไว้เพื่อสายฝนสีเลือดที่น่าชิงชัง
มือใหญ่เอื้อมมาเกี่ยวรั้งเอวบางเข้าแนบชิดก่อนที่ร่างบางจะทันได้รู้ตัว มารู้ตัวอีกครั้งยามเมื่อรับรู้ได้ว่าร่างของตนนั้นกำลังอยู่ในท่าทางน่าอาย นอนราบอยู่บนโต๊ะทำงานโดยมีร่างสูงของบอสแห่งวาเรียทาบทับอยู่เบื้องบน แสงไฟในห้องดูมืดสลัวลงไปเมื่อเงาร่างใหญ่บดบังดวงไฟจนสิ้น
ดวงตาสีควอมารีนเลอค่าประสานสบกับดวงตาสีทับทิมร้อนแรง รับรู้ได้ถึงความสั่นสะท้านของมือตนยามยกขึ้นแตะลงบนใบหน้าของผู้ที่ตนภักดีเหนือใคร ราวกับว่าจะเก็บไว้ในความทรงจำ
กี่ปีมาแล้วนะที่เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ วงหน้าหล่อเหลานั้นยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ นับตั้งแต่ที่เราพบกัน…นายดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงเป็นคนที่ทำให้ฉลามคลั่งตนนี้ภักดียิ่งกว่าใครๆ ยังคงเป็นนายเหนือหัวที่ยอมให้ได้ทุกอย่าง…แม้กระทั่งชีวิตและหัวใจ
“แก…”
เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นแผ่วเบา มือหยาบเลื่อนไล้รวบเส้นผมสีเงินสลวยไว้เต็มกำมือราวกับทะนุถนอม วงหน้าที่เคยเรียบเฉยปรากฏแววโหดเหี้ยมชั่วขณะก่อนที่จะกระชากเรือนผมนั้นอย่างแรงขนศีรษะแหงนเงย
“โอ๊ย! เจ็บ ทำบ้าอะไรเนี่ย บอส”
เสียงหวานแว้ดออกมาด้วยความไม่พอใจ หากแต่แซนซัสกลับไม่คิดใส่ใจ มองวงหน้าสวยที่งอง้ำด้วยความโกรธด้วยความพอใจอย่างลึกๆ บางทีเขาอาจจะชอบไอฉลามโง่ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีและปฏิเสธดิ้นรนขัดขืน มากกว่าจะให้มันมายอมเขาแบบนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร…ยังไงเสีย เรือนร่างนั้นก็เย้ายวนใจเพียงพอที่จะกอดอีกสักครั้ง
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
ร่างสูงสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สควอโล่กัดริมฝีปากตนเองแน่นขึ้นจนแดงช้ำ พยายามอย่างมากที่จะสะกัดกั้นก้อนสะอื้นที่กำลังเอ่อล้น ช่างเป็นประโยคคำสั่งที่น่าปวดใจและยิ่งตอกย้ำสถานะของตนว่าเป็นเพียงของแก้เบื่อ ไม่มีคุณค่าราคาใด เพียงแค่คิดก็เจ็บปวดร้าวรานแทบขาดใจ การถูกคนที่ตนรักเมินเฉย…ช่างเป็นความเจ็บปวดที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก
“ขอโทษ…”
พูดได้เพียงแค่นั้น…ใจหนึ่งสับสนอยากจะลุกหนีไปให้ไกล หลบให้พ้นไปจากที่นี่ไปยังที่ที่ห่างไกล ไม่ต้องทุกข์ร้อน…ไม่ต้องจดจำ แต่อีกใจหนึ่งกลับยังคงถูกรั้งไว้ด้วยเพราะ หัวใจยังคงอยู่ที่นี่ ด้วยเพราะหวังว่าจะมีแม้เพียงหนึ่งความหวังที่จะสามารถเรียกคืนหัวใจที่สมควรเป็นของตนกลับคืนมา
โง่เง่าสิ้นดี…สควอโล่
ได้แต่ยิ้มเยาะในความโง่เขลาของตนยามทอดกายแน่นิ่งลงใต้ร่างของผืนนภา มือหยาบปลดกระดุมเสื้อหนังออกอย่างเชื่องช้าแต่ราวกับว่าเนิ่นนานในความรู้สึก จงใจปัดผ่านยอดอกสีหวานจนมันแข็งขึ้นเป็นไตพร้อมกับที่ร่างบางครวญครางด้วยน้ำเสียงหวานใสออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“อ่า….บอส”
กายบางบิดเร่าด้วยความปรารถนายามร่างสูงก้มหน้าลงต่ำจุมพิตขบเม้มทั่วทั้งแผ่นอกบาง ระเรื่อยไล้ลงมาที่หน้าท้องแบนราบ มือหยาบยังคงทำหน้าที่ของมันด้วยการบดขยี้ยอดอกทั้งสองข้างจนแดงช้ำ ความเจ็บปวดปนทรมานด้วยความเสียวซ่านพาลให้มือบางต้องยึดเกาะกายหนาราวกับเป็นที่พึ่ง
“บอกแล้วไงว่าห้ามแตะต้องตัวฉัน…”
เสียงทุ้มเย็นชาพึมพำอู้อี้แนบชิด จงใจหายใจรินรดหน้าท้องแบนราบจนร่างบางกระตุกเกร็ง รู้สึกร้อน…จนทนไม่ไหว สัมผัสของแซนซัสนั้นช่าง
ร้อนแรงราวกับเพลิง หยาดน้ำใสเริ่มไหลรินอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ เพียงแค่คิด
เพราะเป็นฉันใช่มั้ยจึงแตะต้องไม่ได้ เพราะว่าไม่คู่ควรและไม่อาจอยู่เคียงข้าง…
“ขอโทษ”
เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเสียยิ่งกว่าเสียงกระซิบ หากแต่กลับเด่นชัดในใจของผู้ฟังเพราะความแนบชิด
“ขอโทษ…ที่ฉันไม่ใช่เด็กนั่น ขอโทษ…ที่ฉันไม่ใช่นภาที่อ่อนโยนของนาย”
ประโยคที่ราวกับประชดแต่กลับเต็มไปด้วยความจริงใจทำให้ร่างสูงหยุดชะงักการกระทำลง หากแต่เพียงชั่วขณะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนภาสีนิลอีกครั้ง
“รู้ตัวก็ดีนี่…ไอสวะ แกกับซาวาดะน่ะเทียบกันไม่ได้หรอก”’
เจ็บ…ทั้งๆที่น่าจะชินชาไปแล้วกับคำดูถูกเหยียดหยาม ทั้งๆที่น่าจะทำใจไว้ได้แล้วว่าตนมิอาจเทียบเทียม แต่ก็ยังเจ็บ…เพียงเพราะถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากปากของชายที่เขารักมากที่สุด…รักมากกว่าชีวิต…มากกว่าสิ่งอื่นใด
“ฉันรู้…ฉันรู้ แต่ว่าฉัน…”
“หุบปากของแกซะ ไอสวะ หน้าที่ของแกคือปรนเปรอฉัน แค่นั้นก็พอแล้ว”
ดวงตาสีฟ้าคู่สวยแหงนเงยมองสบด้วยความร้าวราน หวังเพียงจะเห็นดวงตาสีเลือดคู่นั้นทอประกายอ่อนโยนเช่นครั้งวันวาน แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อสื่งที่สะท้อนฉายเป็นเพียงความสมเพชปนเหยียดหยาม จนฉลามคลั่งผู้ซึ่งเคยรักศักดิ์ศรียิ่งกว่าใครมิอาจทานทน
“ไม่! ออกไป!”
ผลักร่างหนาออกอย่างแรงราวกับว่าเสียสติ แต่แซนซัสกลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น มือหยาบกระชากท่อนแขนบอบบางอย่างแรงจนรวดร้าวไปทั้งกระดูก ร่างบางพยายามแกะมือหนาออกไปแต่ไร้ผล ไหนเลยจะสู้ร่างสูงที่มีพละกำลังมากกว่าได้ เพราะความเกรงใจทำให้สควอโล่ไม่กล้าที่จะทำอะไรรุนแรงมากนัก แต่นั่นกลับทำให้แซนซัสยิ่งได้ใจ
“ปล่อยนะบอส พอซะที ปล่อยฉันออกไป ปล่อย….”
“เหอะ! อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลย ไอฉลามโง่ แกต้องการฉัน!”
ผลักร่างบอบบางอย่างแรงจนกระแทกกับโต๊ะทำงาน ร่างบางกัดฟันแน่นเพราะความจุกที่แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ มือหยาบกระชากกางเกงหนังเนื้อดีจนมันร่นลงไปกองที่ข้อเท้าบาง ดวงตาสีเลือดจ้องมองเรือนขาขาวกับช่องทางสีชมพูสดด้วยความพึงพอใจ
“ฉันเดาว่าแกคงไม่ชอบการเล้าโลมสินะ ไอฉลามสวะ”
หัวเราะน้อยๆในลำคอยามจ้องมองเรือนร่างขาวบางที่พยายามดิ้นรนขัดขืน ร่างสูงเอื้อมไปเปิดลิ้นชักข้างโต๊ะทำงานออกช้าๆ ควานหาอะไรบางอย่างในนั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนริมฝีปากหนาชัดเจนยามจ้องมองดวงตาสีควอมารีนคู่สวย ซึ่งกำลังทอประกายด้วยความหวาดกลัว
เสียง คลิ๊ก ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน…เพียงเท่านี้ ฉลามคลั่งแห่งวาเรียก็ถูกนายเหนือหัวพันธนาการโดยสมบูรณ์
“จะทำอะไรน่ะ บอส ฉันไม่ชอบถูกล่าม ปล่อยฉันออกไปเถอะ”
เสียงหวานสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว ความทรงจำบางอย่างในอดีตย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เขายังไม่มีวันลืมจนกระทั่งตอนนี้…ทั้งความทรงจำในตอนนั้น…ทั้งความโหดร้ายของแซนซัสในคุกใต้ดิน…ทำไมกัน…ทั้งๆที่น่าจะชินชาไปแล้วแท้ๆ…ทั้งๆที่น่าจะเลือนหายไป น่าแปลกที่กลับคิดถึงมันอีกครั้งในช่วงเวลานี้
เพียะ!
ใบหน้าหวานหันไปตามแรงตบนั้น เลือดสีสดเริ่มไหลซิบตามมุมปากบาง ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจ…ยังคงมีเพียงแววตาหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของตนเท่านั้น ยอมแซนซัสมามากพอแล้ว…มากเกินไปแล้วจริงๆ
“หุบปากซะ! สวะอย่างแก แค่ครางดังๆให้ฉันฟังก็พอ!”
มุมปากหนาปรากฏรอยยิ้มร้ายขณะที่ไล้มือไปตามสะโพกกลมมนอย่างแผ่วเบา ร่างบางพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่เอ่อล้นขึ้นมาในลำคอลงไป เผลอกัดริมฝีปากของตนเล็กน้อย ยามเมื่อมือใหญ่กดแรงขึ้นขยำสะโพกมนจนช้ำเป็นรอยมือ
“อย่า…”
ได้แต่หลุดคำห้ามปรามออกไปอย่างแผ่วเบา สู้ไม่ได้…ไม่อาจต้านทานนายเหนือหัวได้เลย สุดท้ายแล้ว…เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากนางบำเรอ จากของเล่นแก้เบื่อพวกนั้น
ร่างบางได้แต่คิดด้วยความหม่นหมอง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แข็งขืนกำลังแนบชิดกับสะโพกของตน สัมผัสอันร้อนผ่าวพาลทำให้ใบหน้าหวานตื่นตระหนกขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับตน
ร่างสูงปลดกางเกงหนังเนื้อดีของตนลงช้าๆ แทรกกายเข้าครองครองอย่างรุนแรงจนสุดในคราเดียว!
“อ๊า!!!!!!!!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดราวกับเครื่องบรรเลงชั้นยอด จนร่างสูงอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มด้วยความพึงใจยามขยับกายเข้าออกเติมเต็มความปรารถนาของตน เลือดสีสดหยาดรินกระเซ็นเปรอะเปื้อนทั่วโต๊ะทำงานเนื้อดี ยิ่งแซนซัสกระแทกกายลึกและรุนแรงเท่าใดเสียงหวานก็จะยิ่งครวญครางน่าฟังมากขึ้นเท่านั้น
มิได้ครวญครางเพราะความหฤหรรษ์…แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดที่ร่างสูงไม่คิดแม้แต่จะเล้าโลมให้รู้สึกดี มีแต่ความโหดร้ายราวกับว่าเป็นแค่เครื่องระบายอารมณ์ ร่างสูงซุกใบหน้าลงกับแผ่นหลังขาวนวลก่อนจะเริ่มต้นขบเม้มสร้างรอยบนนั้นตามจังหวะการกระแทกกระทั้นอันร้อนแรง ไร้ซึ่งความทะนุถนอม
ฟันคมขบกัดแผ่นหลังนั้นอย่างแรงจนโลหิตสีสดเริ่มปรื่ม กลิ่นสนิมจางๆลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง ตอกย้ำสถานะของคนเบื้องล่างที่ไม่มีคุณค่าราคาใด ดวงตาสีฟ้าคู่สวยปริ่มไปด้วยหยาดน้ำตาที่จวนจะหลั้งริน ทนไม่ไหวแล้ว…
ร่างสูงขยับกายเร็วขึ้นๆเรื่อยๆยามเมื่อใกล้จะบรรลุจุดมุ่งหมายของอารมณ์
“อ๊า!!!!!!!!!”
เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของร่างบางดังขึ้น เมื่อแซนซัสกระแทกกายเข้ามา ร้อนแรงและลึกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่ถูกฉีดเข้ามาในกายของตนมากมายเสียจนหยาดหยดรวมกับโลหิตเปรอะเปื้อนตามเรียวขาสวย
ร่างสูงถอนกายออกอย่างแรง พลางเหยียดมองร่างบางเบื้องล่างผู้ทิ้งตัวลงอย่างอ่อนล้าบนตะทำงาน ทันทีที่ร่างสูงละมือจากไป ใบหน้าหวานใสบิดเบี้ยวเพราะความปรารถนาที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย หากนั่นกลับทำให้แซนซัสรู้สึกสนุกยามมองกายบางบิดเร่าไปด้วยความทรมาน
“ช่วยตัวเองให้ฉันดูสิ…ไอสวะ”
ร่างบางเปิดปรือเปลือกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ ในขณะที่นภาดูจะนึกสนุกยามเคลื่อนย้ายร่างสูงสง่าของตนนั่งไขว้ห้างหลังบนเก้าอี้ทำงานตัวโปรด การแสดงเล็กๆที่มีเพียงเขาเป็นผู้ชม
“ม…ไม่มีทาง ต่อให้ตาย ฉ…ฉันก็ไม่ทำให้แกดู”
เสียงหวานที่ขาดห้วงไปด้วยความปรารถนานั้นทำให้ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความเหยียดหยาม
“เหอะ! แกจะอวดเก่งไปได้สักกี่น้ำ ในเมื่อ…”
โน้มกายเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางลอยออกมาจากร่างสูงนั้น มือใหญ่แตะเบาๆไปที่สวนอ่อนไหวซึ่งยังคงแข็งขืนไปด้วยความปรารถนาอย่างแผ่วเบา เพียงแค่สัมผัส…เสียงครางหวานก็หลุดรอดออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“อ๊า…ย…อย่าจับนะ….”
“อ่อ…เดี๋ยวนี้แกกล้าสั่งฉันแล้วเหรอ หึหึ”
หัวเราะเบาๆด้วยความขบขันเกินกว่าจะโกรธจริงจัง ในเมื่อคนตรงหน้าคือไอสวะที่บังอาจคิดพยศกับเจ้านาย…บทลงโทษแบบนี้มันยังน้อยไป
มือหยาบขยับรูดขึ้นลงไปที่ส่วนอ่อนไหวนั้น ร่างบางจิกเท้าแน่นขึ้น…รับรู้ได้ว่าตนกำลังมีอารมณ์ร่วมไปกับสัมผัสปลุกเร้านั้น กัดริมฝีปากของตนเองแน่นขึ้นจนปริแตก เพียงเพื่อจะได้ไม่ร้องครวญครางออกมา แต่ช่างยากลำบากเหลือเกิน…ศีรษะได้รุปแหงนเงยขึ้นตามจังหวะการขยับนั้น แต่แล้ว…ร่างสูงกลับละมือจากไป
“อ่า…บอส…”
นัยน์ตาสีฟ้าสวยได้แต่ปรือมองตามนายเหนือหัวของตนที่ผละจากไป ร่างสูงเดินไปเปิดขวดเหล้าชั้นดีจากตู้โชว์ ผสมใส่แก้วไว้ก่อนจะเดินมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิมราวกับว่าจงใจแกล้ง
“ว่าไงล่ะ ไอสวะ…ฉันรออยู่นะ”
จิบเหล้าชั้นดีเล็กน้อย ลอบยกยิ้มมุมปากยามเมื่อร่างบางยันกายขึ้น เอื้อมมือบอบบางอันสั่นระริกซึ่งโดนพันธนาการไว้แตะลงที่ส่วนอ่อนไหวของตัวเองอย่างแผ่วเบา เม้มปากเล็กน้อยกล้ำกลืนความอับอายยามประสานสบดวงตาสีเลือดซึ่งกำลังจับจ้องมองมาที่ตนด้วยความร้อนแรง ภาพใบหน้าสวยหวานที่บิดเร่าไปด้วยแรงอารมณ์กระตุ้นความปรารถนาของร่างสูงขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“อ๊า!!!!!”
ครางออกมาเป็นครั้งสุดท้าย กายบางกระตุกเกร็งปลดปล่อยทุกหยาดหยดของความปรารถนา สควอโล่หลับตาลงดวงตาความเหนื่อยอ่อน มารู้ตัวอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนแข็งแรงรัดรึงแนบชิดกับเรือนร่างหนาซึ่งแทรกกายเข้ามาที่ระหว่างขาเรียวบาง พยายามผลักไสคนตรงหน้าออกไปแต่ไม่เป็นผลเลยสักนิด
รับรู้ได้ถึงส่วนแข็งขืนของร่างสูงจากความแนบชิด แซนซัสยกสะโพกบางขึ้นช้าๆ สอดใส่ส่วนแข็งขืนนั้นเข้าไปอีกครั้ง บทรักบทใหม่กำลังเริ่มต้น แตกต่างจากครั้งแรกเพราะการกระทำนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแฝงด้วยความร้อนแรง ร่างบางขยับไหวโยกไปตามจังหวะการสอดใส่นั้น
แต่ในขณะที่ตนกำลังจะถึง…สควอโล่กลับเห็นได้ชัดเจน
ดวงตากลมโตคู่สีน้ำตาลกำลังจ้องมองมาที่ตนและแซนซัสด้วยความเคียดแค้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆผ่านช่องว่างระหว่างประตู!!
“อ๊า!!!!!!!!!”
ทั้งสองร่างปลดปล่อยทุกความปรารถนา พร้อมกันนั้นเองที่บานประตูถูกเปิดกว้างขึ้นพร้อมกับใบหน้าเปื้อนน้ำตาของสึนะโยชิ
“น…นี่มัน….ฮึก…อะไรกันน่ะครับ...”
TBC.
.....................................................
(//ตัดจบได้เลวอะเกน T^T)
ขอโทษด้วยนะค่ะ พอดีว่าติดอะไรหลายๆอย่างมากเลย T^T
เอาล่ะค่ะ มาต่อกันด้วย nc กันดีกว่าเน้อ ไปโล้ดดดด
................................................................
Chapter 5: Passion (nc-21)
นัยน์ตาสีแดงเลือดเบิกกว้างด้วยความแปลกใจชั่วขณะก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ภายนอกนิ่งเฉยหากแต่ภายในจิตใจกลับถูกรุมเร้าไปด้วยความสับสน ตัณหาราคะและความรักขัดแย้งกันอยู่ภายในจนยากจะแยกออก
ลังเลใจ....เพียงเพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับใครอีกคน
นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยมองท่าทางลังเลใจนั้นด้วยแววตาร้าวราน เจ็บปวด…กับท่าทางเมินเฉยไมใส่ใจที่มีต่อเขา เจ็บปวด....ที่ผืนนภาแห่งวาเรียไม่เคยลังเลใจยามทำร้ายคนที่จงรักภักดีมากที่สุดคนนี้ เจ็บปวด....ที่คนที่ตนรักสับสน เพียงเพราะการกระทำนั้นจะเป็นการทรยศต่อผืนนภาสีใส
ความสว่างที่น่าใคร่หา….มิใช่หยาดพิรุณอันมืดมิด
.
.
.
อย่าลังเลใจ
ถ้อยคำปลุกปลอบของสายหมอกลอยเข้ามาในห้วงความคิด ย้อมจิตใจอันหวั่นไหวร้าวรานให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง หากไม่สำเร็จ....เราก็คงจะพ่ายแพ้
มิใช่พ่ายเพราะความรัก….หากแต่พ่ายเพราะความขลาดกลัวของตน
“บอส….ได้โปรด….”
เสียงหวานเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงร้าวรานแทบขาดใจ ปลายเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความกระดากอาย พวงแก้มขาวขึ้นสีแดงก่ำยามยกมือเรียวขาวอันสั่นระริกของตน แตะลงไปที่เม็ดกระดุมบนอกเสื้อช้าๆ รับรู้ได้ถึงอาการสั่นสะท้านที่แผ่ขยายไปทั่วเรือนร่างให้ไหวระริกด้วยความหวาดหวั่น
ใบหน้าหวานก้มต่ำลงราวกับไม่อาจทานทนต่อดวงตาคมกริบสีเลือดคู่นั้นที่กำลังจับจ้องมองมายังตนไม่วางตา การกระทำอันไร้เดียงสาของผู้ที่พยายามจะยั่วยวนเขาทั้งๆที่กำลังหวาดกลัวอยู่ขนาดนั้น….ปลุกเพลิงปรารถนาส่วนลึกให้ลุกโชนจนยากเกินจะควบคุม
ตลอดทั้งชีวิต….ไม่เคยคิดว่าตนจะต้องมาอดกลั้นอะไรมากมายเท่ากับวันนี้
ทั้งๆที่รู้...........
หากแม้นเพียงลังเลใจและตัดสินใจผิดพลาดไปชั่วขณะแล้ว…. บางสิ่งบางอย่างคงไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีกครั้ง
“ใครสอนให้แกทำแบบนี้ ไอสวะ”
แซนซัสไม่ใช่คนโง่…ผู้ที่เฝ้าติดตามภักดีอย่างเขารู้ดี ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องของเขากับสึนะโยชิ…ทั้งๆที่รู้แต่แกล้งทำเป็นเมินเฉย เพียงเพราะพิรุณไม่อาจเทียบเทียมนภา เพียงเพราะพิรุณไม่อาจเป็นเจ้าของหัวใจ...
ทั้งๆที่รู้…..แต่ก็ยังไม่เลือกเขา ความคิดนี้ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
“ฉันคิดของฉันเอง ถ้าหากว่าเพื่อนายแล้ว……”
“หึ….ทั้งแกทั้งไอสวะนั่น….หึหึ”
เสียงหัวเราะอันเยียบเย็นลอยหลุดออกมาจากริมฝีปากหนาที่ชอบเย้ยหยัน หัวเราะราวกับว่าเป็นเรื่องราวตลกเสียเต็มประดา ความไม่เข้าใจแล่นปราดขึ้นในสมองของฉลามคลั่งแห่งวาเรีย หัวเราะงั้นเหรอ….ทั้งๆที่เขาจริงจังขนาดนี้ แล้วมันมีอะไรน่าขำนักรึไง นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยฉายชัดถึงความไม่แน่ใจ และไม่อาจเข้าใจถึงความคิดของบอสแห่งวาเรีย…ไม่เคยเข้าใจเลยสักครา
ทั้งๆที่รู้ดีกว่าใครว่า หยาดพิรุณมองได้แค่เพียงนภา
หยาดฝนสีเลือดย่อมเคียงคู่กับท้องนภาสีรัตติกาล…หาใช่นภาสีขาวที่อ่อนโยนเกินใคร…
ถูกแล้ว…ที่นภานั้น…อ่อนโยน…
แต่ความอ่อนโยนนั้น…กลับมิใช่มีไว้เพื่อสายฝนสีเลือดที่น่าชิงชัง
มือใหญ่เอื้อมมาเกี่ยวรั้งเอวบางเข้าแนบชิดก่อนที่ร่างบางจะทันได้รู้ตัว มารู้ตัวอีกครั้งยามเมื่อรับรู้ได้ว่าร่างของตนนั้นกำลังอยู่ในท่าทางน่าอาย นอนราบอยู่บนโต๊ะทำงานโดยมีร่างสูงของบอสแห่งวาเรียทาบทับอยู่เบื้องบน แสงไฟในห้องดูมืดสลัวลงไปเมื่อเงาร่างใหญ่บดบังดวงไฟจนสิ้น
ดวงตาสีควอมารีนเลอค่าประสานสบกับดวงตาสีทับทิมร้อนแรง รับรู้ได้ถึงความสั่นสะท้านของมือตนยามยกขึ้นแตะลงบนใบหน้าของผู้ที่ตนภักดีเหนือใคร ราวกับว่าจะเก็บไว้ในความทรงจำ
กี่ปีมาแล้วนะที่เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ วงหน้าหล่อเหลานั้นยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ นับตั้งแต่ที่เราพบกัน…นายดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงเป็นคนที่ทำให้ฉลามคลั่งตนนี้ภักดียิ่งกว่าใครๆ ยังคงเป็นนายเหนือหัวที่ยอมให้ได้ทุกอย่าง…แม้กระทั่งชีวิตและหัวใจ
“แก…”
เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นแผ่วเบา มือหยาบเลื่อนไล้รวบเส้นผมสีเงินสลวยไว้เต็มกำมือราวกับทะนุถนอม วงหน้าที่เคยเรียบเฉยปรากฏแววโหดเหี้ยมชั่วขณะก่อนที่จะกระชากเรือนผมนั้นอย่างแรงขนศีรษะแหงนเงย
“โอ๊ย! เจ็บ ทำบ้าอะไรเนี่ย บอส”
เสียงหวานแว้ดออกมาด้วยความไม่พอใจ หากแต่แซนซัสกลับไม่คิดใส่ใจ มองวงหน้าสวยที่งอง้ำด้วยความโกรธด้วยความพอใจอย่างลึกๆ บางทีเขาอาจจะชอบไอฉลามโง่ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีและปฏิเสธดิ้นรนขัดขืน มากกว่าจะให้มันมายอมเขาแบบนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร…ยังไงเสีย เรือนร่างนั้นก็เย้ายวนใจเพียงพอที่จะกอดอีกสักครั้ง
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
ร่างสูงสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สควอโล่กัดริมฝีปากตนเองแน่นขึ้นจนแดงช้ำ พยายามอย่างมากที่จะสะกัดกั้นก้อนสะอื้นที่กำลังเอ่อล้น ช่างเป็นประโยคคำสั่งที่น่าปวดใจและยิ่งตอกย้ำสถานะของตนว่าเป็นเพียงของแก้เบื่อ ไม่มีคุณค่าราคาใด เพียงแค่คิดก็เจ็บปวดร้าวรานแทบขาดใจ การถูกคนที่ตนรักเมินเฉย…ช่างเป็นความเจ็บปวดที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก
“ขอโทษ…”
พูดได้เพียงแค่นั้น…ใจหนึ่งสับสนอยากจะลุกหนีไปให้ไกล หลบให้พ้นไปจากที่นี่ไปยังที่ที่ห่างไกล ไม่ต้องทุกข์ร้อน…ไม่ต้องจดจำ แต่อีกใจหนึ่งกลับยังคงถูกรั้งไว้ด้วยเพราะ หัวใจยังคงอยู่ที่นี่ ด้วยเพราะหวังว่าจะมีแม้เพียงหนึ่งความหวังที่จะสามารถเรียกคืนหัวใจที่สมควรเป็นของตนกลับคืนมา
โง่เง่าสิ้นดี…สควอโล่
ได้แต่ยิ้มเยาะในความโง่เขลาของตนยามทอดกายแน่นิ่งลงใต้ร่างของผืนนภา มือหยาบปลดกระดุมเสื้อหนังออกอย่างเชื่องช้าแต่ราวกับว่าเนิ่นนานในความรู้สึก จงใจปัดผ่านยอดอกสีหวานจนมันแข็งขึ้นเป็นไตพร้อมกับที่ร่างบางครวญครางด้วยน้ำเสียงหวานใสออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“อ่า….บอส”
กายบางบิดเร่าด้วยความปรารถนายามร่างสูงก้มหน้าลงต่ำจุมพิตขบเม้มทั่วทั้งแผ่นอกบาง ระเรื่อยไล้ลงมาที่หน้าท้องแบนราบ มือหยาบยังคงทำหน้าที่ของมันด้วยการบดขยี้ยอดอกทั้งสองข้างจนแดงช้ำ ความเจ็บปวดปนทรมานด้วยความเสียวซ่านพาลให้มือบางต้องยึดเกาะกายหนาราวกับเป็นที่พึ่ง
“บอกแล้วไงว่าห้ามแตะต้องตัวฉัน…”
เสียงทุ้มเย็นชาพึมพำอู้อี้แนบชิด จงใจหายใจรินรดหน้าท้องแบนราบจนร่างบางกระตุกเกร็ง รู้สึกร้อน…จนทนไม่ไหว สัมผัสของแซนซัสนั้นช่าง
ร้อนแรงราวกับเพลิง หยาดน้ำใสเริ่มไหลรินอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ เพียงแค่คิด
เพราะเป็นฉันใช่มั้ยจึงแตะต้องไม่ได้ เพราะว่าไม่คู่ควรและไม่อาจอยู่เคียงข้าง…
“ขอโทษ”
เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเสียยิ่งกว่าเสียงกระซิบ หากแต่กลับเด่นชัดในใจของผู้ฟังเพราะความแนบชิด
“ขอโทษ…ที่ฉันไม่ใช่เด็กนั่น ขอโทษ…ที่ฉันไม่ใช่นภาที่อ่อนโยนของนาย”
ประโยคที่ราวกับประชดแต่กลับเต็มไปด้วยความจริงใจทำให้ร่างสูงหยุดชะงักการกระทำลง หากแต่เพียงชั่วขณะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนภาสีนิลอีกครั้ง
“รู้ตัวก็ดีนี่…ไอสวะ แกกับซาวาดะน่ะเทียบกันไม่ได้หรอก”’
เจ็บ…ทั้งๆที่น่าจะชินชาไปแล้วกับคำดูถูกเหยียดหยาม ทั้งๆที่น่าจะทำใจไว้ได้แล้วว่าตนมิอาจเทียบเทียม แต่ก็ยังเจ็บ…เพียงเพราะถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากปากของชายที่เขารักมากที่สุด…รักมากกว่าชีวิต…มากกว่าสิ่งอื่นใด
“ฉันรู้…ฉันรู้ แต่ว่าฉัน…”
“หุบปากของแกซะ ไอสวะ หน้าที่ของแกคือปรนเปรอฉัน แค่นั้นก็พอแล้ว”
ดวงตาสีฟ้าคู่สวยแหงนเงยมองสบด้วยความร้าวราน หวังเพียงจะเห็นดวงตาสีเลือดคู่นั้นทอประกายอ่อนโยนเช่นครั้งวันวาน แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อสื่งที่สะท้อนฉายเป็นเพียงความสมเพชปนเหยียดหยาม จนฉลามคลั่งผู้ซึ่งเคยรักศักดิ์ศรียิ่งกว่าใครมิอาจทานทน
“ไม่! ออกไป!”
ผลักร่างหนาออกอย่างแรงราวกับว่าเสียสติ แต่แซนซัสกลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น มือหยาบกระชากท่อนแขนบอบบางอย่างแรงจนรวดร้าวไปทั้งกระดูก ร่างบางพยายามแกะมือหนาออกไปแต่ไร้ผล ไหนเลยจะสู้ร่างสูงที่มีพละกำลังมากกว่าได้ เพราะความเกรงใจทำให้สควอโล่ไม่กล้าที่จะทำอะไรรุนแรงมากนัก แต่นั่นกลับทำให้แซนซัสยิ่งได้ใจ
“ปล่อยนะบอส พอซะที ปล่อยฉันออกไป ปล่อย….”
“เหอะ! อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลย ไอฉลามโง่ แกต้องการฉัน!”
ผลักร่างบอบบางอย่างแรงจนกระแทกกับโต๊ะทำงาน ร่างบางกัดฟันแน่นเพราะความจุกที่แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ มือหยาบกระชากกางเกงหนังเนื้อดีจนมันร่นลงไปกองที่ข้อเท้าบาง ดวงตาสีเลือดจ้องมองเรือนขาขาวกับช่องทางสีชมพูสดด้วยความพึงพอใจ
“ฉันเดาว่าแกคงไม่ชอบการเล้าโลมสินะ ไอฉลามสวะ”
หัวเราะน้อยๆในลำคอยามจ้องมองเรือนร่างขาวบางที่พยายามดิ้นรนขัดขืน ร่างสูงเอื้อมไปเปิดลิ้นชักข้างโต๊ะทำงานออกช้าๆ ควานหาอะไรบางอย่างในนั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนริมฝีปากหนาชัดเจนยามจ้องมองดวงตาสีควอมารีนคู่สวย ซึ่งกำลังทอประกายด้วยความหวาดกลัว
เสียง คลิ๊ก ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน…เพียงเท่านี้ ฉลามคลั่งแห่งวาเรียก็ถูกนายเหนือหัวพันธนาการโดยสมบูรณ์
“จะทำอะไรน่ะ บอส ฉันไม่ชอบถูกล่าม ปล่อยฉันออกไปเถอะ”
เสียงหวานสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว ความทรงจำบางอย่างในอดีตย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เขายังไม่มีวันลืมจนกระทั่งตอนนี้…ทั้งความทรงจำในตอนนั้น…ทั้งความโหดร้ายของแซนซัสในคุกใต้ดิน…ทำไมกัน…ทั้งๆที่น่าจะชินชาไปแล้วแท้ๆ…ทั้งๆที่น่าจะเลือนหายไป น่าแปลกที่กลับคิดถึงมันอีกครั้งในช่วงเวลานี้
เพียะ!
ใบหน้าหวานหันไปตามแรงตบนั้น เลือดสีสดเริ่มไหลซิบตามมุมปากบาง ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจ…ยังคงมีเพียงแววตาหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของตนเท่านั้น ยอมแซนซัสมามากพอแล้ว…มากเกินไปแล้วจริงๆ
“หุบปากซะ! สวะอย่างแก แค่ครางดังๆให้ฉันฟังก็พอ!”
มุมปากหนาปรากฏรอยยิ้มร้ายขณะที่ไล้มือไปตามสะโพกกลมมนอย่างแผ่วเบา ร่างบางพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่เอ่อล้นขึ้นมาในลำคอลงไป เผลอกัดริมฝีปากของตนเล็กน้อย ยามเมื่อมือใหญ่กดแรงขึ้นขยำสะโพกมนจนช้ำเป็นรอยมือ
“อย่า…”
ได้แต่หลุดคำห้ามปรามออกไปอย่างแผ่วเบา สู้ไม่ได้…ไม่อาจต้านทานนายเหนือหัวได้เลย สุดท้ายแล้ว…เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากนางบำเรอ จากของเล่นแก้เบื่อพวกนั้น
ร่างบางได้แต่คิดด้วยความหม่นหมอง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แข็งขืนกำลังแนบชิดกับสะโพกของตน สัมผัสอันร้อนผ่าวพาลทำให้ใบหน้าหวานตื่นตระหนกขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับตน
ร่างสูงปลดกางเกงหนังเนื้อดีของตนลงช้าๆ แทรกกายเข้าครองครองอย่างรุนแรงจนสุดในคราเดียว!
“อ๊า!!!!!!!!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดราวกับเครื่องบรรเลงชั้นยอด จนร่างสูงอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มด้วยความพึงใจยามขยับกายเข้าออกเติมเต็มความปรารถนาของตน เลือดสีสดหยาดรินกระเซ็นเปรอะเปื้อนทั่วโต๊ะทำงานเนื้อดี ยิ่งแซนซัสกระแทกกายลึกและรุนแรงเท่าใดเสียงหวานก็จะยิ่งครวญครางน่าฟังมากขึ้นเท่านั้น
มิได้ครวญครางเพราะความหฤหรรษ์…แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดที่ร่างสูงไม่คิดแม้แต่จะเล้าโลมให้รู้สึกดี มีแต่ความโหดร้ายราวกับว่าเป็นแค่เครื่องระบายอารมณ์ ร่างสูงซุกใบหน้าลงกับแผ่นหลังขาวนวลก่อนจะเริ่มต้นขบเม้มสร้างรอยบนนั้นตามจังหวะการกระแทกกระทั้นอันร้อนแรง ไร้ซึ่งความทะนุถนอม
ฟันคมขบกัดแผ่นหลังนั้นอย่างแรงจนโลหิตสีสดเริ่มปรื่ม กลิ่นสนิมจางๆลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง ตอกย้ำสถานะของคนเบื้องล่างที่ไม่มีคุณค่าราคาใด ดวงตาสีฟ้าคู่สวยปริ่มไปด้วยหยาดน้ำตาที่จวนจะหลั้งริน ทนไม่ไหวแล้ว…
ร่างสูงขยับกายเร็วขึ้นๆเรื่อยๆยามเมื่อใกล้จะบรรลุจุดมุ่งหมายของอารมณ์
“อ๊า!!!!!!!!!”
เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของร่างบางดังขึ้น เมื่อแซนซัสกระแทกกายเข้ามา ร้อนแรงและลึกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่ถูกฉีดเข้ามาในกายของตนมากมายเสียจนหยาดหยดรวมกับโลหิตเปรอะเปื้อนตามเรียวขาสวย
ร่างสูงถอนกายออกอย่างแรง พลางเหยียดมองร่างบางเบื้องล่างผู้ทิ้งตัวลงอย่างอ่อนล้าบนตะทำงาน ทันทีที่ร่างสูงละมือจากไป ใบหน้าหวานใสบิดเบี้ยวเพราะความปรารถนาที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย หากนั่นกลับทำให้แซนซัสรู้สึกสนุกยามมองกายบางบิดเร่าไปด้วยความทรมาน
“ช่วยตัวเองให้ฉันดูสิ…ไอสวะ”
ร่างบางเปิดปรือเปลือกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ ในขณะที่นภาดูจะนึกสนุกยามเคลื่อนย้ายร่างสูงสง่าของตนนั่งไขว้ห้างหลังบนเก้าอี้ทำงานตัวโปรด การแสดงเล็กๆที่มีเพียงเขาเป็นผู้ชม
“ม…ไม่มีทาง ต่อให้ตาย ฉ…ฉันก็ไม่ทำให้แกดู”
เสียงหวานที่ขาดห้วงไปด้วยความปรารถนานั้นทำให้ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความเหยียดหยาม
“เหอะ! แกจะอวดเก่งไปได้สักกี่น้ำ ในเมื่อ…”
โน้มกายเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางลอยออกมาจากร่างสูงนั้น มือใหญ่แตะเบาๆไปที่สวนอ่อนไหวซึ่งยังคงแข็งขืนไปด้วยความปรารถนาอย่างแผ่วเบา เพียงแค่สัมผัส…เสียงครางหวานก็หลุดรอดออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“อ๊า…ย…อย่าจับนะ….”
“อ่อ…เดี๋ยวนี้แกกล้าสั่งฉันแล้วเหรอ หึหึ”
หัวเราะเบาๆด้วยความขบขันเกินกว่าจะโกรธจริงจัง ในเมื่อคนตรงหน้าคือไอสวะที่บังอาจคิดพยศกับเจ้านาย…บทลงโทษแบบนี้มันยังน้อยไป
มือหยาบขยับรูดขึ้นลงไปที่ส่วนอ่อนไหวนั้น ร่างบางจิกเท้าแน่นขึ้น…รับรู้ได้ว่าตนกำลังมีอารมณ์ร่วมไปกับสัมผัสปลุกเร้านั้น กัดริมฝีปากของตนเองแน่นขึ้นจนปริแตก เพียงเพื่อจะได้ไม่ร้องครวญครางออกมา แต่ช่างยากลำบากเหลือเกิน…ศีรษะได้รุปแหงนเงยขึ้นตามจังหวะการขยับนั้น แต่แล้ว…ร่างสูงกลับละมือจากไป
“อ่า…บอส…”
นัยน์ตาสีฟ้าสวยได้แต่ปรือมองตามนายเหนือหัวของตนที่ผละจากไป ร่างสูงเดินไปเปิดขวดเหล้าชั้นดีจากตู้โชว์ ผสมใส่แก้วไว้ก่อนจะเดินมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิมราวกับว่าจงใจแกล้ง
“ว่าไงล่ะ ไอสวะ…ฉันรออยู่นะ”
จิบเหล้าชั้นดีเล็กน้อย ลอบยกยิ้มมุมปากยามเมื่อร่างบางยันกายขึ้น เอื้อมมือบอบบางอันสั่นระริกซึ่งโดนพันธนาการไว้แตะลงที่ส่วนอ่อนไหวของตัวเองอย่างแผ่วเบา เม้มปากเล็กน้อยกล้ำกลืนความอับอายยามประสานสบดวงตาสีเลือดซึ่งกำลังจับจ้องมองมาที่ตนด้วยความร้อนแรง ภาพใบหน้าสวยหวานที่บิดเร่าไปด้วยแรงอารมณ์กระตุ้นความปรารถนาของร่างสูงขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“อ๊า!!!!!”
ครางออกมาเป็นครั้งสุดท้าย กายบางกระตุกเกร็งปลดปล่อยทุกหยาดหยดของความปรารถนา สควอโล่หลับตาลงดวงตาความเหนื่อยอ่อน มารู้ตัวอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนแข็งแรงรัดรึงแนบชิดกับเรือนร่างหนาซึ่งแทรกกายเข้ามาที่ระหว่างขาเรียวบาง พยายามผลักไสคนตรงหน้าออกไปแต่ไม่เป็นผลเลยสักนิด
รับรู้ได้ถึงส่วนแข็งขืนของร่างสูงจากความแนบชิด แซนซัสยกสะโพกบางขึ้นช้าๆ สอดใส่ส่วนแข็งขืนนั้นเข้าไปอีกครั้ง บทรักบทใหม่กำลังเริ่มต้น แตกต่างจากครั้งแรกเพราะการกระทำนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแฝงด้วยความร้อนแรง ร่างบางขยับไหวโยกไปตามจังหวะการสอดใส่นั้น
แต่ในขณะที่ตนกำลังจะถึง…สควอโล่กลับเห็นได้ชัดเจน
ดวงตากลมโตคู่สีน้ำตาลกำลังจ้องมองมาที่ตนและแซนซัสด้วยความเคียดแค้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆผ่านช่องว่างระหว่างประตู!!
“อ๊า!!!!!!!!!”
ทั้งสองร่างปลดปล่อยทุกความปรารถนา พร้อมกันนั้นเองที่บานประตูถูกเปิดกว้างขึ้นพร้อมกับใบหน้าเปื้อนน้ำตาของสึนะโยชิ
“น…นี่มัน….ฮึก…อะไรกันน่ะครับ...”
TBC.
.....................................................
(//ตัดจบได้เลวอะเกน T^T)
edit @ 6 Oct 2009 01:45:07 by [SeulKi]~~

ตัดฉับเลยอ้ะ!!! -3-
SM ซะไม่มีอ่ะ กิ๊ว~~~
สงสารหลาม แอบสะใจทูน่าค่อดๆ
แกเข้ามาทำม๊ายยยย!!! ออกไป๊ อย่ามาวุ่นวาย!!
#1 By KuLt_LuCiFeR on 2009-10-06 15:47