[S.Fic] Scary Movie - XS,BF- END!!!
posted on 04 Dec 2009 12:26 by seulki in XSเสียงผืนนภาคำรามออกมาอีกคำรบ แสงไฟแวบวาบฉายภาพสยองขวัญสั่นประสาทซ้ำอีกครา...
ย้อนความเดิมตอนที่แล้ว...ป๋าแซนซัสบอสใหญ่แห่งวาเรียได้ลุกออกจากเก้าอี้มาเดินหาสาเหตุความเงียบงันภายในปราสาท...แม้เจ้าตัวจะอ้างแบบนั้นก็ตาม...แต่ยามกล้องถ่ายรูปนรกได้ถ่ายติดมือปริศนาชวนผวาและพบว่าห้องนอนของรองหัวหน้าหน่วยวาเรียมีสิ่งแปลกปลอมพยายามปีนเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ นั่นก็ทำให้มาดที่สั่งสมมาตลอด 269 ตอน พังทลายลงทันใด
"ช...ช่วยด้วย...ช่วย...ด้วย..."
'ช่วยตัวเองไปเถอะเฮ้ย!' ยามนั้นความคิดของชายหนุ่มเนตรสีโลหิตคือทำยังไงก็ได้ให้ตื่นจากความฝันเสียที...นี่มันเกินนภาจะรับได้!!!
เปรี้ยง!!
เสียงซาวน์เอฟเฟ็คเดิมร้องลั่นและสายฟ้าแล่นแปร่บปร่าบยิ่งฉายชัดถึงเงาหน้าของภาพบัดซบ...นี่มันเหมือนผู้พิทักษ์แห่งอัสนีเลวี่อาร์แทนเวอร์ชั่นโดนประทัดลอยกระทงมาชัดๆ...
'ตื่น...ตื่นซะที...ตื่นมาเจอไอ้ฉลามหัวเน่ากำลังนอนอยู่ในอ้อมกอด...ตื่นสิโว้ยยยยย'
นภามืดแห่งวาเรียกำลังจะกลายเป็นนภาเพ้อในอีกไม่ช้า...
เพียงเวลาไม่กี่วินาทีที่ฉุกคิดว่าตนกำลังอยู่ในความฝัน ความสยดสยองก็ค่อยๆคลืบคลานเข้ามาอยู่แทบเท้าเสียแล้ว
"ช่วย..."
"ช่วยไปไกลๆตรีนกรุเถิด!!!!!!!" ชายหนุ่มไม่เสียเวลาคิดอีกต่อไป
ในยามนี้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน!!
ผลัก!
คาดว่าสัญชาตญานบอสมาเฟียยังคงทำงานอยู่ แซนซัสเงื้อฝ่าเท้าขึ้นสูง ความหวาดกลัวมีมากเท่าใด แรงกระทืบยิ่งมากเท่านั้น…
เงาตะคุ่มๆกลิ้งกระเด็นไปแปดสิบตะลบ อาศัยจังหวะนั้นบุรุษนัยน์เนตรสีโลหิตก็ออกวิ่งไม่คิดชีวิต...ภาพอันงดงามในห้องนอนของฉลามวาเรียจะอยู่ในความทรงจำของเขาไปอีกตราบนานเท่านาน
………………………………………………………………………………….
แฮ่ก แฮ่ก
หอบแดรก! เป็นคำเดียวที่บอสผู้หวาดผวาคิดออกในตอนนี้ คิดถึงตอนที่วิ่งร้อยเมตรออกมาจากห้องของฉลามคลั่งอย่างไม่คิดชีวิต ขนาดที่นักวิ่งทีมชาตินามิโมริยังอาย
'ใครก็ได้ ช่วยบอกกรุทีว่าฟิคนี้มันผิดลิขสิทธิ์ ใครก็ได้มาแบนกรุที!!! เห็นแก่สังขารกรุเถิด!!'
แผ่นหลังกว้างพิงกำแพงอย่างเหนื่อยล้า ดวงตาสีแดงเลือดกวาดมองไปรอบๆก่อนจะพบว่า…
เวรกรรม! งานงอก กลับมาอยู่ที่ทางเดินคนจิตอีกแล้ว
"ไอ้ไบก๊อน..." ลองเรียกดูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเหมือนจะหาพันธมิตร ไม่ได้อยากหาเพื่อนอยู่ด้วยนะ…ไม่ได้กลัวเลย…แค่วิ่งออกกำลังกาย
"ถ้าแกโผล่มาภายใน 10 วินาทีนี้ รับไปเลยสิทธิพิเศษในการฉีกยิ้มตลอดชาติโดยไม่มีความผิด แต่เดี๋ยวก่อน...ถ้าแกออกมาภายใน 3 วินาทีนี้รับฟรีไปเลยภาพลับเฉพาะของไอ้กบฟราน!"
ฟิ้ว~
เงียบสนิท...
ให้ตายสิ...มุขนี้ก็ไม่ได้ผล
‘ไอ้ฉลามหัวเน่าก็ไม่อยู่…ไม่เป็นไรคนอย่างแซนซัสมีตัวเลือกเสมอ...ไปหาลุสซูเรีย(?)ก็ได้วะ’ คิดได้ดังนั้น บอสร่างถึกจึงมุ่งหน้าเข้าหาแหล่งพลังงานใหม่ทันที...
………………………………………………………………………………….
ผ่านไปแล้วนานโข...
ยามบอสใหญ่ยิ่งสาวเท้าเดินใกล้ครัวมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ บรรยากาศหนาวเย็นและหมอกควันก็กลับปกคลุมมากขึ้นเท่านั้น ไอเย็นรอบกายบุรุษแห่งนภา(มืด) ยิ่งชวนให้หวาดผวาจนต้องตะโกนออกไปดับเครียด…
"ออกมาสิโว้ยย ข้าน่ะ แซนซัสฆ่าพันศพนะเว้ย"ว่ากันว่าคนเราเมื่อกลัวจนถึงขั้น max อะดรีนาลีนก็จะพากันหลั่งไหล…
ป๋าถึงจุดพีคแล้ว...
ร...หรือว่า วิญญาณสัปเหร่อที่ทำศพพันศพนั้นมันจะมาตามหลอกตรูเพราะแค้นที่หางานให้มันทำ!? (ไม่เกี่ยว)
ขาที่กำลังก้าวเดินไปห้องครัวสั่นกึกๆ เป็นจังหวะซอรี่ซอรี่ซอรี่อย่างไม่อาจควบคุม ในหัวพลันนึกไปถึงพ่อบังเกิดเกล้า...
คิดถึงอีแก่แล้วพลันนึกถึงคทาแห่งพลัง(?)ที่เอาไว้ไล่ผีของมันขึ้นมา (จะมีมงกุฏแห่งใจโผล่มาด้วยอีกไหม...)
หนังสือว่าด้วยวิธีการหลอกตัวเองภาค 2 ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง ได้แต่แข็งใจก้าวเดินไปข้างหน้าจนกระทั่ง
ปึง!
อ๊าก!! จมูกหนู!!
ด้วยความโง่ส่วนบุคคล ชายหนุ่มเผลอยกมือไปกุมจมูกตัวเองป้อยเมื่อชนเข้ากับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วๆไปว่า
…กำแพง...
ไชโย! เจอกำแพงแล้ว
ในใจแทบจะกู่ร้องเป็นทำนอง คุฟุฟุ เมื่อมือใหญ่ควานสะเปะสะปะไปเจอลูกบิดประตูประตูจนได้ แซนซัสไม่รอช้า ผลักเข้าไปทันทีด้วยใจนั้นอยากจะหาเพื่อนร่วมโลกเต็มแก่
ฟู่!
ควันจำนวนมหาศาลไหลปะทะใบหน้ากร้านโลกทันทีที่เปิดประตูนั้น ทำให้บอสใหญ่ได้รู้…
นังกระเทยสวะ! บังอาจจุดไฟเเผาปราสาทตรู!
เป็นกระเทยก็อภัยให้ไม่ได้!!(ผิดประเด็น)
นัยน์เนตรกวาดมองหาอาวุธทำลายล้างด้วยเพลิงพิโรธ(?) ในครัวคงจะมีส้อม...กับมีด อืม ส้อมดีกว่ามั้ง...สองทีแปดรู มีดมันได้ทีละรูเอง (ไม่ใช่แล้ว)
‘มองไม่เห็นอะไรเลยแฮะ...ไอควันบ้าๆนี่ เอาถังดับเพลิงฉีดไปก่อนแล้วกัน’ ว่าแล้วเจ้าตัวก็คว้าถังดับเพลิงข้างตัวมาถือไว้ในท่าราวกับออกรบ
ไฟต์ติ้งงงง พ่อจะฉีดไม่เลี้ยงเลย!!!
ฟู่!
อนิจจาป๋าแซนคงไม่รู้ว่า ยิ่งฉีดมันยิ่งจะเพิ่มควัน?
ตอนนี้ทั่วทั้งห้องกลับปกคลุมไปด้วยหมอกควันขนาดใหญ่ อีหรอปนี้เค้าเรียกว่า ทำตัวเองแท้ๆ...
แต่มันก็ชวนให้คิดถึงหนังสยองขึ้นมาอีกคราอย่างช่วยไม่ได้...
จะเป็นยังไง....ถ้าหากว่า มีมือโผล่ขึ้นมาจากม่านหมอก
หมับ!
‘กรี๊ดดด กะเทยหลอก!!’
แขนสีแทนที่มาจากไหนไม่รู้เข้ามาเกาเกี่ยวแขนใหญ่นั้นช่างซีดเซียวและเต็มไปด้วยมัดกล้ามกำยำ แต่สิ่งที่น่าสยดสยองกลับเป็นเลือดสีแดงเป็นลิ่มที่ไหลทะลักไม่หยุดหย่อนออกมาจากมือนั้น เปรอะเปื้อนไปตามแขนใหญ่ หยดย้อยไปจนถึงมือหนา และกำลังหยดติ๊งๆลงพื้นอย่างไร้การควบคุม หนำซ้ำยังเย็นเยียบเกินกว่าจะเป็น...มือของมนุษย์
...ช่วงวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น…
สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของชายหนุ่มกลับเป็นชื่อของเจ้าของหัวใจเรื่อยมา
สควอโล่ ช่วยฉันด้วย!
และเสียงในใจของผู้อ่าน...
หรือว่าเรื่องนี้มันจะเป็น SX?
แซนซัสกลั้นใจไล่สายตาจากแขนกำยำเปรอะเปื้อนเลือด หวังจะขอความกรุณาจากตัวเชร๊อะไรก็ไม่รู้ให้ปล่อยแขนผมเถิด ไล่ไปตามเสื้อผ้าสีแดง ขนอกรุงรัง(เหวอ) ไปจนถึงใบหน้าตอบ เลือด เลือด มีแต่เลือดทั้งนั้น!
แม้แต่แว่นก็กลายเป็นสีเลือด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ภายในนั้นลูกกะตาคงจะไหลทะลักออกมาเป็นแน่แท้...เรือนผมสีเขียวสดราวมีตะไคร่น้ำปกคลุมบ่งบอกว่า ร่างปริศนานี้คงจะแช่อยู่ในน้ำมานานปี
มันตายในวินดีเช่เปล่าเนี่ย...
"ช...ช่วย...ด้วย...ช่วย..."มันมาอีกแล้ว เหมือนอีหรอบเดิมกับไอ้ผีกรอบหน้าต่างเป๊ะราวกับคนแต่งCopy แล้ว Paste
เห็นกรูเป็นปอเต็กตึ๊งรึไง!
ถึงวาเรียจะจน แต่ก็จนอย่างมีคุณธรรมนะเว้ย
"ปล่อยแขนเค้าน้า~" เสียงทุ้มต่ำที่ข่มผู้คนมานับแสนถูกดัดให้เล็กแหลมราวกับวิญญาณโลลิเข้าสิง กับความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเขา
'แอ๊บแบ๊วพิชิตความหลอน'
มือใหญ่สะบัดขึ้นๆลงๆเหมือนสาวน้อยแรกแย้มที่กำลังขัดเขินเมื่อถูกชายคนรักจับมือ ในกรณีนี้คงเป็นนภาแรกแย้มที่โดนผีกระเทยจับมือ….
ปล่อยตรูไปเถิด! แซนซัสขอร้อง
"ถ้าไม่ปล่อย งอนจริงนะ!"
'ถ้าไม่ปล่อย กรุจะเบิร์นเมริงจริงๆด้วย' (ซับไตเติ้ลเสียงในใจของป๋าที่ไม่ได้แสดงออกมา)
กลเม็ดสุดท้ายถูกหยิบยกมาใช้ เมื่อขาใหญ่ถีบเข้าไปที่ร่างนั้นเต็มแรงตามแต่สังขาร(?)จะเอื้ออำนวย
"เค้าไม่คุยกะตะเองแล้ว!"
ว่ากันว่าก่อนจะหลอกคนอื่นได้ ต้องหลอกตัวเองให้ได้ซะก่อน สะบัดหน้าพรืดพร้อมกับวิ่งหนีไปราวกับหนังอินเดียที่วิ่งขึ้นลงเขาให้พระเอกตามมายังไงอย่างนั้น ทั้งๆทีในใจกู่ร้องดังลั่น
เสร็จเรื่องนี้ อีซึล อีโช เมริงตาย!!
………………………………………………………………………………….
ตึก ตึก ตึก
ตึก...ตึก...ตึก...ตึก
ต่อให้คนที่เส้นตื้นที่สุดในโลก เจอมุขเดิมเข้าไป 3 รอบก็คงไม่อาจขำ...
บอสใหญ่แห่งวาเรีย หรือ แซนซัสพันศพ หรืออะไรก็ช่างเถอะ บัดนี้ภายในจิตใจสงบนิ่งยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก(ที่ละลายแล้ว)เสียอีก จะเสียงเดิน จะมือเปื้อนเลือด หรือจะNCโดนแบน(?)อะไรก็ตามแต่ จังหวะนี้แซนซัสเริ่มจะเซงเป็ด...เมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบ? (คนแต่งก็คิดเหมือนกัน)
บอสหนุ่มกระหยิ่มกระย่องในใจ ฉุกคิดได้ว่า ความบังเอิญไม่มีในโลก (จะมีก็แต่พรหมลิขิต)
มันจะบังเอิญไปหน่อยมั้ยที่ไอ้สวะพวกนั้นมันจะพร้อมใจกันหายหัวไปโดยมิได้นัดหมาย?
มันจะบังเอิญไปหน่อยมั้ยที่วันนี้จู่ๆก็มีคนส่งดีวีดี ‘ชู้เก่า’ มาให้?
มันจะบังเอิญไปหน่อยมั้ยที่จู่ๆปราสาทที่เคยอยู่มาตลอดเกือบทั้งชีวิตมันจะกลายเป็นปราสาทร้างแบบนี้?!!!!
(มันจะดราม่าซับซ้อนไปไหน?)
ทางเดินปราสาทเหมือนไม่มีคนเดินมาสักแปดสิบปีกำลังเป็นสถานการณ์ปัจจุบันของแซนซัสพันศพ คนอ่านอาจจะเริ่มสงสัยว่าคราวนี้ChocoและSeulKiจะมาไม้ไหนอีก...
พวกเราก็ตอบได้เลยว่า...หมดมุขแล้ว....(ไม่ใช่และ)
ฝุ่นหนาเป็นนิ้วชนิดเอาไปสร้างปราสาทฝุ่นเลียได้อีกหลังแทนปราสาทวาเรีย จบงานนี้จะไม่ลืมสั่งเบิกหน้ากากอนามัยแน่นอน…
แกร๊กๆๆ
เสียงแกรกกรากดึงความสนใจบอสใหญ่จากอาการเวิ่นเว้อโดยพลัน นัยน์เนตรสีโลหิตตวัดฉับไปตามต้นเสียง หวังจะได้เห็นหนึ่งในสมาชิกวาเรียเปิดประตูออกมา แล้วทักทายว่า "ไง บอส"
แต่ก็นะ...ถ้าเป็นอย่างนั้น...มันก็ไม่ใช่ Scary movie แล้ว
ภาพที่พบกลับกลายเป็นบานประตูที่แง้มออกมาช้าๆพร้อมกับของแถมที่เขาไม่ต้องการมากที่สุด
เสียงแกรกกรากครืดคราดน่าขนลุกอยู่หลังบานประตู!
ป๊อก ป๊อก ครืด ~ ~
หวังว่ามันจะไม่มีราดหน้าแขวนอยู่นะเออ
ป๋าใหญ่หวั่นไหว เบือนสายตาหนี ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ยิน...
พร้อมกับเสียงเชียร์จาก Choco และ SeulKi สู้เค้า แซนซัส มันจะจบแล้ว จบงานนี้เดี๋ยวเลี้ยงหมูกระทะ (?)
วูบ...
เงาดำวูบวาบพัดผ่านอยู่ ณ หางตา
แซนซัสหยุดฝีเท้า เหงื่อซึมชื้นตามฝามือและไรผมทั้งๆที่อากาศก็ใช่จะร้อนเหมือนประเทศไทย
วืด~
"นั่นใคร" ทำเสียงเข้มเข้าไว้ ข่มเสียงที่มันแอบสั่น ไม่สนแม้กระทั่งความสงสัยจากผู้อ่านที่ว่า บอสยังจะมีมาดเหลืออยู่อีกเหรอ?
"ซ...แซน...ซัส....แซน..."
ไม่ใช่ว้อย แซนซัสนั่นมันชื่อกรู ไม่ใช่เมิง!
"แกเป็นใคร! ทำไมถึงบังอาจมาชื่อแซนซัสเหมือนฉัน"คราวนี้กลับเป็นฝ่ายเจ้าของเงาปริศนาบ้างแล้ว ที่อยากจะด่ามันในใจ...
ไม่ได้ชื่อแซนซัสเว้ย กรูแค่เรียก
แต่เพราะว่าเรื่องนี้ไม่มีความเสื่อมปะปนอยู่เลยแม้แต่อณูเดียว ทั้งสองเลยพูดจากันราวกับว่าไม่ได้ด่าอะไรกันซะงั้น
"จำฉันไม่ได้จริงๆเหรอ"
"ม...ม...ไม่รู้ เกิดมาก็มีฉันคนเดียวนี่แหละที่ชื่อ แซนซัส ไม่รู้รึไงว่าตัวละครอิตาลี่ใน KHR มีหนึ่งเดียว ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร คิดดูสิ คนบ้าอะไรจะชื่อ รีบอร์น"
เผลอพาดพิงไปถึงพระเอกของเรื่องตัวจริง ที่นักอ่านเข้าใจผิดว่าเป็น สึนะโยชิ อยู่เสียนาน
กด1 ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับป๋า (แนะนำให้ท่านกลับไปอ่านชื่อเรื่องใหม่)
กด2 ถ้าท่านเห็นด้วย ( กับความเสื่อมของ SeulKi และ Choco)
กด 3 ถ้าท่านคิดว่าฉากต่อมันต้องมีน้องเคอีโ-beep-มาตามหาพ่อ (อะไรมั๊น)
"จำฉันไม่ได้จริงๆ เหรอ”เสียงปริศนายังคงถามต่อไป ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณพร้อมกับบรรยากาศหลอกหลอนเสมือนนั่งอยู่ในห้องน้ำที่ไฟดับ(?)พร้อมกับตัวเปื้อนสบู่ทำอะไรไม่ได้...
"ไม่ต้องมาถามเว้ย ไม่ใช่อับดุล" อนิจจา ความเคียดแค้นที่ชื่อตัวเองโดดนลอกเลียนแบบกลับมีอิทธิพลเหนือกว่าความกลัวเสียแล้ว ซึลกิที่พาเรื่องออกทะเลจึงต้องงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้!
"ฉันไง...แฟนเก่า...ของนาย"
สายหมอกที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณเริ่มจางลง เผยให้เห็นสิ่งที่บอสใหญ่แห่งวาเรียจะจำติดตาไปจนวันตาย
หญิงสาวร่างโปร่ง ในชุดกระโปรงวันพีซสีขาวขาดวิ่น เปรอะเปื้อนสีแดงชาดเป็นด่างดวง เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงเสมือนที่บ้านไม่มีหวี ผิวขาวซีดเรืองแสงขาดวิตามินอี แก้มตอบตาลึกโหล หยาดโลหิตซึมบริเวณริมฝีปากราวกับปากแตกเพราะหน้าหนาว(?)
และประเด็นที่สำคัญที่สุด...หญิงสาวผู้นี้...คอหัก
สำคัญกว่านั้นอีก...
สิ่งที่มนุษย์ปกติทุกคนควรจะมี...ขา
ยัยนี่ไม่มีขา!!!
"กร๊าซซซซ"
ฮือ...ไม่เอาแล้ว จะแฟนเก่า แฟนใหม่ แฟนปัจจุบัน แซนซัสไม่เอาแล้ว!!!
"ทำไมทิ้งฉัน...แซนซัส"
"ฉันไม่รู้..."
"ไอ้ผมเงินนั่น(?)ดีกว่าฉันตรงไหน"
"ฉัน..."
"...ตอบมาสิ!!!"
“….”
'เจ๊ก็ให้ฉันพูดบ้างสิ(เว้ยเฮ้ย)'
"แค้น....แค้น..."
ไม่ว่าเปล่า ผีสาวผู้โดนหักอกยังควักกระป๋องยาฆ่าหญ้าตราเสือสิบเอ็ดตัวออกมาพร้อมกับเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมชนิดที่อดีตตัวร้ายแห่ง KHR ภาคศึกชิงแหวนถึงขั้นล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
"อย่านะ! ถ้าไม่มีหญ้าแล้ววาเรียจะกินอะไร เอ๊ย ไม่ใช่! อย่าทำสควอโล่เลย"
สคอวโล่เป็นรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย เป็นคนจัดการบัญชี เป็นคนทำเอกสาร เป็นเบ๊ เป็น...
เป็นทุกลมหายใจเข้าออกของฉัน (เพิ่งจะXS)
ถ้าขาดสควอโล่ไป แซนซัสอยู่ไม่ได้!!
...ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ มีแซนซัสต้องมีสควอโล่ มีป๋า ต้องมีเมีย...
ใช่แล้ว...วันๆยุ่งอยู่แต่กับการสร้างศัตรู...แล้วผมจะเอาเวลาไหนไปมีแฟนเก่า????
"อย่ามาสตรอเบอแหล..."ร่างหนาลุกขึ้นยืนอย่างมาดมั่นอีกครั้ง นัยน์เนตรสีโลหิตแน่วแน่กับความจริงที่ว่า...
"ฉันไม่เคยมีแฟนเก่า ไม่คิดจะมีแฟนใหม่..."
"...เพราะคนที่ฉันรัก มีแค่ไอ้ฉลามหัวเน่า...คนเดียว...ตลอดไป"
“…”
อึ้ง คนอ่านอึ้ง ผีสาวอึ้ง คนแต่งเองก็อึ้ง...
กับความจริงที่ว่า ในที่สุด หลังจากโดนหลอกมาเสียนาน ป๋าก็เพิ่งจะฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว?
ท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอึ้งๆนั้นเอง
"หุ..."เสียงหัวเราะหนึ่งเล็ดรอดออกมา แม้จะแค่ หุ เดียวก็ตาม แต่ไม่อาจเล็ดรอดหูไวปานติดเรดาห์ขอบอสใหญ่ไปได้แน่นอน
"ใครน่ะ..." วันนี้ถามคำถามนี้กี่รอบแล้วกันนะ
"หุหุหุหุ หึหึ...ฮ่าๆๆๆๆ
เสียงหัวเราะกระจายสะท้อนมาจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมภาพสุดสยอง ร่างทั้งร่างของผีสาวกำลังชักกระตุกอย่างไม่อาจควบคุม ปากแห้งแตกหัวเราะจนแทบจะฉีกกว้างไปถึงรูหู นัยน์ตาลึกโหลถลึงใส่เขาให้แอบผวา
"ห่ะห่ะห่ะ...ฮ่าฮ่า ฮ่า" หัวเราะดังก้องพร้อมกับบางสิ่งบางสิ่งบางอย่างที่พลันแตกออก
เปรี๊ยะ!
รอยร้าวขนาดใหญ่แหวกผ่านอากาศราวกับว่า ห้วงบรรยากาศรอบตัวเป็นเพียงกระจกมายาที่ชิ้นส่วนพังทลายลง...สลายไป
.
.
.
ดวงตาสีแดงเลือดคมกริบหันไปมองรอบด้านเหมือนคนเพิ่งตื่นจากความฝัน ฝันโคตรๆ...(ไม่เกี่ยวอีกแล้ว)
เบลเฟกอล ลุซซูเรีย และเลวี่กำลังนั่งเล่นตั้งวงไพ่ เฮ้ย! ในมือของไอ้เจ้าชายมันมีตองคิง!! (เยาะเย้ยกฎหมาย) ทั้งสามร่างหัวเราะสั่นกระตุกชวนให้นึกถึงคนเมายา ผีสาวตรงหน้าเลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงไอ้กบฟรานที่ลงไปนั่งหัวเราะชักดิ้นชักงออยู่ที่พื้น
ป๋าใหญ่มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความงุนงง เริ่มคิดได้ว่า พวกมันกำลังรวมหัวกันแกล้งตรู!
เลวี่ที่ตัวเปียกโชกและขาเข้าเฝือกไว้ ต้องเป็นไอ้ผีกรอบหน้าต่างขาหักแน่นอน
ลุซซูเรียที่มือเต็มไปด้วยสีแดงเลือดจากซอสมะเขือเทศ ไม่ต้องติดต่อกับโลกคู่ขนานได้เหมือนใครบางคนก็รู้ว่ามันเป็นผีกระเทยชัวร์...
"ฮ่ะๆๆ...บอส...กร๊ากกก"
“…”
"บอส...คือ...ฮ่ะๆๆ"เสียงหัวเราะยังคงไร้ซึ่งทีท่าจะหยุดลง...
"บอส..."
"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น"
ร่างหนากลับมาเปล่งราศีรัศมีหัวหน้าบอสมาเฟียอีกครา ไม่ต้องพูดก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า
ตรูโง่ว!
เมื่อกี๊มันควักยาฆ่าหญ้าออกมาเพราะตั้งใจจะทำลายแหล่งอาหารของแซนซัสฆ่าพันศพใช่มั้ย บังอาจนัก! (เข้าใจอะไรของมันเนี่ย)
"ฉันคิดว่ารู้...ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น"
นัยน์เนตรสีโลหิตแดงก่ำกว่าเดิมราวกับมีเปลวไฟคุกรุ่นอยู่ภายใน ใบหน้าที่เคยฉายแววหวาดผวาต่อเสียงกิ่งไม้กระแทกหน้าต่างไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงเพลิงพิโรธที่พร้อมจะเผาไหม้ปราสาทฝุ่นเลียให้มอดไหม้ในพริบตา
‘หลุดมาดแค่วันเดียว พวกแกจะล้อฉันไปถึงชาติหน้าเลยใช่ไหม!!’
มือกร้านขยับเข้าไปในเสื้อคลุม ก่อนจะคว้าสิ่งที่ทำให้เหล่าสมาชิกวาเรียหยุดเสียงหัวเราะโดยพลัน
ปืน x burner!! (เอ๊ะ ผิดคนรึเปล่า)
"ไอ้พวกสวะ...บังอาจนัก..." ใบหน้านั้นเหี้ยมอมหิตทะลุจุดศูนย์ (กลายเป็นติดลบหนึ่ง) นิ้วมือพร้อมจะเหนี่ยวไกปืนทุกขณะ
จะหลบก็ไม่ทันแล้ว! ช่วงวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเองที่เหตุการณ์ทุกอย่างราวกับภาพสโลโมวชั่น
ลุซซูเรียทิ้งไพ่ในมือพร้อมกับเตะเลวี่ที่กำลังขาหักไปอยู่ศูนย์หน้าของแนวรบแทน เจ้าชายเบลเฟกอลรีบฉวยโอกาศชุลละมุนวุ่นวายเก็บเงินในวงไพ่ด้วยความไวแสงพร้อมกับพุ่งตัวไปกอดสายหมอกแห่งวาเรีย (ในที่สุดมันก็ BF) ที่พลิกตัวมาบังเจ้าชายทันควัน หมุนไปหมุนมาเป็นจังหวะลีลาศทำนองเพลง พรหมลิขิต
พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด~
“อย่านะคะบอส!! เจ๊ยอมแล้ว!!” สายไปแล้วเจ๊...
ปัง!!
.
.
.
.
To be continue in part 3
ซะเมื่อไหร่ (โดนเตะ)
ราวกับเวลาได้หยุดเดินไป...
เหล่าวาเรียทั้งสี่ชีวิตหลับตาปี๋ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ คิดว่างานนี้ไม่พ้นโดนเบิร์นแหงแซะ ไม่น่าเซอร์ไพรซ์(?)บอสด้วยการหลอกผีเลย แหย่เล่นนิดหน่อย(?)ใครจะไปคิดว่าบอสจะกลัวจนจิตตกขนาดนี้ ถึงกับยิงกระสุนเพลิงมหาภัยจนแอบร้อนรุ่มไปหมด...
Fire fire!! ตัวเธอมันร้อนเป็นไฟ Fire fire!! ร้อนกว่านี้น่ะมีอีกหมาย (มาจากไหน)
ท่ามกลางความเงียบงันและเวิ่นเว้อนั้น ร่างหนาของแซนซัสไม่ทราบนามสกุลเป็นเพียงผู้เดียวที่ยังคงลืมตาอยู่ นัยน์เนตรสีโลหิตได้สะท้อนภาพแสนอเน็จอนาถของสมาชิกวาเรีย...
กระเทยสวะยกมือเปื้อนซอสมะเขือเทศปิดบังใบหน้าอันแสนเร้าใจด้วยท่าทางหวาดกลัว ปกป้องใบหน้าอันเป็นที่รักสุดชีวิต
ผู้พิทักษ์แห่งอัสนีเลวี่อาร์แทนยกแขนตั้งการ์ดขึ้นบังหัว พยายามคลานหนีไปนอกศูนย์หน้าอันตราย
ไอ้คู่รักเจ้าชายเจ้ากบสุดวิปริตค้างอยู่ในท่าเอนตัวจบอย่างสวยงาม สังเกตดีๆจะพบว่า บนหัวของราชนิกูลมีกระทะใบโตมาสวมไว้ ป้องกันการปะทะ
แซนซัสยิ้มเครียด บางอย่างแปลกไปกว่าที่เคย...กระสุนที่น่าจะเป็นเพลิงโลกันต์กลับกลายเป็น...
ดูเหมือนเซ้นส์ของกระเทยก็ดูจะดีเยี่ยมกว่าใครๆ นายสาวลุซซูเรียเป็นคนแรกที่เริ่มรู้สึกถึงความแปลกประหลาดของสถานการณ์ เจ้าตัวค่อยๆลดการ์ดปกป้องใบหน้าลง
แป๊ะ ๆๆ
รู้สึกราวกับมีหยาดฝนหล่นลงมาจากฟากฟ้า แต่เป็นหยาดฝนที่ทั้งเล็กและแข็ง(?) ตกกระเด็นโดนอย่างต่อเนื่อง
"กรี๊ด ว้าย นี่มัน..." เสียงอุทานเรียกความสนใจให้แก๊งค์ครองโลกค่อยๆลืมตา
แทนคำตอบนั้น...
ลูกกวาดหลากสีเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องนภาราวกับห่าน (พิมพ์ผิดหรือมุข โชไม่เก็ต...) กระทบเสียงกระทะบนหัวเจ้าชายเบลเฟกอลดัง แก๊ง แก๊ง แก๊ง ก่อเกิดเป็นซาวด์เอ๊ฟเฟ๊กต์ประกอบอาการหน้าแตกของแซนซัสอย่างเร้าใจ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร” พึมพำอย่างงงงวย หน้าซีดเสมือนเจอข้อสอบแกทแพทก็ไม่ปาน แทนกระสุนเพลิงพิโรธ (พิมพ์ไม่เหมือนกันสักรอบ) ลูกกวาดและอมยิ้มหลากสีสันกลับลอยละล่องลงมาเป็นแบ๊คกราวน์เสียฉิบ สมาชิกทุกคนพร้อมใจกันเงียบกริบรอว่าป๋าจะทำอย่างไรต่อไป...
นภาก็ได้แต่อึ้งสิ...ถามได้
“บอส...ที่จริงกะจะ Trick or treat พวกเราหรอกเหรอ” เจ้าชายวอนโดนเบิร์นหาเสียงของตัวเองเจอเป็นคนแรก
‘ไม่ใช่ว๊อย’
“แหม แอบน่ารักนะเนี่ย” เสียงกระเทยตามมา
‘ใครน่ารัก...’
“เห็นอย่างนี้ บอสรู้ด้วยเหรอ ว่าวันนี้วันฮาโลวีน” ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกเบิกตากว้างเล็กน้อย ย้ำ เล็กน้อยจริงๆ
“ฉันเปล่า...”
“สุขสันต์วันฮาโลวีนนะบอส รักหรอกจึงหยอกเล่น อะไรผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไปเหอะเนอะ” เจ้าชายวิปริตทำเนียนไม่รู้ไม่ชี้ต่อเรื่องที่ผ่านมา พร้อมดีดนิ้วดังเป๊าะ! ให้ผู้พิทักษ์อัสนีแสงระวีอายแทนขยับเขยื้อนกายไปแบกกล่องของขวัญห่อบะเริ่มออกมา “ไม่ต้องห่วง เจ้าชายมีของปลอบใจมอบแด่บอสที่รัก(?)”
ปึก! ปึก! ปึง!
อะไรอี๊ก!!
ดวงตาสีแดงเลือดเหลือบมองไปที่กล่องปริศนาใบโต แอบผวาเฮือก ทำเนียนเขยิบเข้าไปใกล้เจ๊กระเทยโดยอัติโนมัติ หากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องแล้วไซร้ แซนซัสเจ้าของฉายา ฆ่าได้หยามเรื่องหญ้าไม่ได้(?) จึงได้แต่พยายามยืนเก๊กราวกับว่า ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่นิด...
ทั้งที่ความจิตหลอนกำลังพุ่งเข้าไปถึงระดับเซลล์ และกำลังรวมตัวอยู่กับลำดับดีเอ็นเอ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า…กลัว(จะบรรยายให้ยาวเพื่อ?)
ครืด ครืด ครืด
เกิดเสียงตามมาราวกับใครสักคนกำลังเอาของแหลมคม มาขูดขีดกล่องก็ไม่ปาน…
โอ้ รุ่นที่เก้าช่วยลูกด้วย! ไอ้สวะเบลมันลงทุนไปเพาะพันธุ์ลูกก๊อตซิลล่าเลยเหรอ
ทั้งๆที่ก็รู้ๆกันอยู่ว่า เขาชอบกันดั้ม wing มากกว่า…
โถ่ถัง ความเพ้อเจ้อของป๋ายังคงไม่หมดไป คนแต่งก็ชักจะเริ่มสงสารแซนซัสขึ้นมาบ้างแล้ว จึงพยายามย่น(?)เรื่องให้จบเร็วๆ...
"แต่น แต๊น~ วาเรีย เดอะ ฮัลโลวีน พราวลี่ พรีเซ้นต์...." เจ้าชายเบลเฟกอลที่ยังคงสวมใส่กระทะไว้บนศีรษะฉีกกระดาษกล่องออกเป็นชิ้นๆ
แคว่ก!!
"ฉลามรั่วยั่วสุดใจ ชิชิชิ"
แซนซัสลุ้นระทึก ดวงตาพยายามมองฝ่าเศษกระดาษกล่องของขวัญที่ปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางลูกอมที่ตกลงมาไม่ขาดสายเหมือนภาพช้า เสียงหัวใจเต้นดังก้องระทึกยิ่งกว่าเสียง แก๊ง แก๊ง จากลูกอมปะทะกระทะเสียอีก
"แซนซัส..."เสียงหวานเอ่ยนำขึ้นมาก่อน พร้อมกับขาเรียวข้างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากซากกระดาษ
รองเท้าบู๊ทหนังสีดำสนิทสูง 8 นิ้วพร้อมกับเชือกพันรัดข้อเท้าไขว้เป็นรูปกากบาทsexsyบาดใจ เสื้อแขนตุ๊กตาสีขาวกับกระโปรงลูกไม้สีดำ
แต่อะไรก็ไม่หนักเท่าทรงผมสีเงินมัดเป็นโบว์ราวกับเจ๊ เลดี้ กาก้า มาเอง…
ร่างบางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างสูงทีเริ่มกระตุกคิ้วขึ้นด้วยความไม่พอใจ "ใครเอาชุดนี้ให้แกใส่?" ดีไซน์เนอร์มันมีปัญหาทางสมองแน่นอน...
"ทำไม...แกไม่ชอบเหรอ" ใบหน้างามหมองลงทันตา
"ไม่ชอบ!" แต่งให้ผมกลัวผีผมก็เคะพอแล้ว นี่ยังแต่งให้ไอฉลามใส่ส้นสูง 8 นิ้วอีก พอมายืนใกล้ๆคนที่ต้องถูกเรียกว่าร่างบางมันก็กลายเป็น แซนซัส ผู้นี้น่ะเซ่!
‘ไม่นะเว้ยยย มันจะกลายเป็น SX ไม่ได้!!’ สครีมดังลั้นขึ้นในจิตใจ ชุดรับได้ โบว์รับได้ แตมันสูงกว่าเนี่ยสิที่ป๋าแซนรับไม่ด๊าย!!
"ถอดรองเท้าออกเดี๋ยวนี้ ไอ้ฉลามสวะ!"
"บ้าเหรอ ปกติมันต้องถอดเสื้อออกก่อนเซ่ จากนั้นก็กางเกง รองเท้าไม่ต้องถอดก็ได้เพื่อความsexsy อะคุคักคั่กคั่ก" นี่เป็นคำพูดของรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย...
อึ้งโคตรๆ ใครก็ได้นับบ้างว่าวันนี้อึ้งมากี่ครั้งแล้ว บอกทีว่าบทพูดของสควอโล่กับกะเทยสลับกัน แซนซัสเองก็ดูจะอึ้งไปกับความเปลี่ยนแปลงของไอ้ฉลามหัวเน่าเช่นกัน
"แกไปทำอะไรมา ไอฉลามงั่ง...”
"ทำใจไมให้รักนายไง อิอิอิ"
"เจ้าชายว่า สควอโล่คงจะสูดตะกั่วจากกระดาษมากไปก็เลยเพี้ยนอ่ะ ชิชิชิ" Choco คาดว่า SeulKi น่าจะเพี้ยนกว่า...กระดาษห่อของขวัญมันไม่มีตะกั่ว...
"นั่นน่ะสิครับ ก่อนจะเอาใส่กล่อง ผมก็ห่อท่านผ.บ. ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ซะด้วยสิ”สายหมอกแห่งวาเรียชี้แจง
"พอที" ชายหนุ่มรูปงามนามแซนซัสตวัดเสียงห้วน ไม่อาจทนฟังการบรรยายอธิบายความอนาถที่พวกมันกระทำต่อฉลามบุกของเขาไปได้มากกว่านี้
"ไม่ว่าไอ้ฉลามสวะจะเป็นยังไง ฉันก็จะลากมันเข้าห้องอยู่ดี!" ประกาศิตสุดท้ายดังลั่น ก่อนร่างสูงจะฉุดกระชากลากถูฉลามผู้ซึ่งเพิ่งจะมีบทไม่กี่หน้าก่อนให้หายออกไปฉากด้วยความรวดเร็ว หรือเรียกอีกอย่างว่า คนแต่งตัดจบ (แป่ว)
………………………………………………………………………………….
เสียงประตูห้องนอน(?)ถูกงับปิดลงไปแล้ว สองนายเหนือหัวก็หายหัวเข้าไปทั้งคู่เช่นกัน…
"เห็นมั้ยครับ" จู่ๆ กบฟรานก็พูดขึ้นมาลอยๆ เรียกร้องความสนใจจากสามตัวปัญหาแห่งวาเรียที่เหลือให้หันมอง "ผมบอกแล้ว เอารองผบ.มาเป็นไม้ตาย ยังไงๆบอสก็ต้องลืมเรื่องที่โดนหลอกชัวร์ ฟรานฟันธง"
กระเทยสาวหนึ่งเดี่ยวแห่งวาเรียพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะทำท่าเขินอายได้อนาถเป็นที่สุด "ไม่รู้ป่านนี้สองคนนั้นจะเป็นยังไงแล้ว อิอร๊าง"
"ปล่อยเขาไปเถอะครับ ยังไงๆเราก็ได้นี่มาแล้ว"และแล้ว สิ่งของบางอย่างในมือของผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกก็ส่องประกายวิ๊งๆ...
"คึหึหึ" อาจารย์เป็นยังไง ลูกศิษย์ก็เป็นอย่างนั้น โรคุโด มุคุโร่หัวเราะยังไง ลูกศิษย์ของเขาก็หัวเราะเช่นนั้น...เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่หลุดพ้นลำคอของสายหมอกแห่งวาเรียทำเอาเจ้าชายวิปริตแอบถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมกลืนน้ำลายเอื๊อก!
"ลำบากพ่อเลวี่(?)แย่ ต้องขาหักเพื่อความสมจริงแบบนี้"กระเทยสาวจุ๊ปาก "เอาไว้เจ๊จะรักษาให้นะจ๊ะ ไม่ต้องห่วง"
...นั่นล่ะน่าเป็นห่วง....
"เจ้าชายว่าเจ๊ไปชำระร่างกายของเจ๊ก่อนดีมั้ย ชิชิชิ เห็นแล้วอนาถดีแท้"
"ไม่อยากเชื่อว่าบอสจะตาถั่วเห็นซอสมะเขือเทศเป็นเลือดนะครับเนี่ย หรือคุณแสดงสมจริงมากเกินไป"
ผู้พิทักษ์อัสนีแสงระวีอายแทนแอบหน้าซีดไปเหมือนกันเมื่อสำรวจมองลุซซูเรียเข้าตรงๆ ไม่แปลกใจแม้แต่น้อยว่าทำไมนายเหนือหัวของตนถึงกับเข่าอ่อนยามถูกมือของกระเทยสาวคว้าหมับเข้าให้ นี่มันยิ่งกว่าเดอะริงซะอีก!!! นัยน์ตาชี้เหมือนเม่นรีบทำเป็นไม่เห็น มองเลยผ่านไปยังกำแพงด้านหลังซะงั้น
“จะว่าไป ทำไมรูปถ่ายใบนั้นถึงมีมือติดอยู่ละจ๊ะ"ถามอย่างสงสัยกับสายหมอกแห่งวาเรีย ความจริงคือเดี๊ยนก็แอบกลัว...
"ภาพมายาน่ะ ไม่มีอะไ..." หนุ่มน้อยหยักไหล่ อธิบายช้าๆก่อนจะชะงักกึก ใบหน้าตกตะลึง...อึ้งยิ่งกว่าดูผลดราม่า
"เป็นอะไรไปน่ะ เจ้าก..." เจ้าชายตกตะลึงเป็นรายที่สอง หลังเลื่อนสายตาไปยังทิศเดียวกับกบมายาฟราน
“มีอะไรเหรอจ๊ะ...โอ้วบร๊ะเจ้า!" กระเทยสาวหลุดเสียงอุทาน ยามหันหลังไปเช่นเดียวกัน…
ด้วยความสงสัย ผู้พิทักษ์แห่งอัสนีที่ไร้บทมานานก็ค่อยๆเลื่อนสายตาตามไป ก่อนจะพบกับ...
"พวกนายมานั่งทำไรกัน" ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งแทรกตัวเข้ามาจากช่องว่างบานประตู สองมือหิ้วถุงใส่กล่องสี่เหลี่ยมแบนๆส่งกลิ่นหอมโชย แบนติดไว้ว่า The Pizz-beep-
“ส...สควอโล่จัง..."
"ทำไมรองผบ.มาอยู่ตรงนี้"สายหมอกช๊อคก็งานนี้...
“อ่าว ฉันตื่นมาไม่เห็นใคร แล้วพอดีหิวมาก เลยโทรสั่งพิซซ่าน่ะ ตะกี้ออกไปรับจากคนส่งที่หน้าปราสาท"ว่าแล้วก็เปิดกล่องพิสูจน์ พร้อมหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นเตรียมจะเข้าปาก ไม่วายยังมีน้ำใจหันมาถามทุกคน "สนมั้ย?"
“ตื่นมา ตื่นจากที่ไหน?" ปลากระเบนเลวี่ที่นานๆจะมีบทพูดยิงคำถามใส่คนตรงหน้าทั้งที่ปกติแทบจะไม่อยากคุยกับมัน
"ก็ตื่นออกแล้วแก้มัดจนหลุดจากกระดาษหนังสือพิมพ์น่ะซิวะ เห็นฉันปลาทูรึไง ห่อมาได้?"
"ต...แต่ แล้วหลังจากนั้น..." เจ้าชายที่ตั้งสติได้รีบถามต่อทันทีด้วยความร้อนรน ส่วนสายหมอกนั้น...อึ้งจนแข็งค้างไปแล้ว...
"หลังจากนั้น ฉันหิวมาก พยายามเดินตามหาพวกแก แต่หายหัวไม่เห็นสักคน ฉันเลยออกไปนั่งหน้าปราสาทรอพิซซ่า จนถึงเมื่อกี๊อ่ะแหละ..."
เหล่าสมาชิกแก๊งค์ครองโลกเหลือบมองหน้ากัน ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดๆออกมาได้ ก่อนจะพร้อมใจเลื่อนสายตาไปยังบานประตูที่เพิ่งงับปิดลงไป...
ถ้าสควอโล่นั่งรอพิซซ่าจนถึงเมือกี๊แล้ว งั้นใครล่ะที่อยู่ในห้องกับป๋า...
แทนคำตอบรับ เสียงร้องโหยหวนปานใจจะขาดก็ดังลอดออกจากห้องนอนที่เพิ่งถูกปิดไป
"อ๊าก!!!!!!!!"
สมาชิกวาเรียทั้งสี่สบตากัน ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น ค่อยๆขยับเขยื้อนกายไปหยิบพิซซ่าจากถาดมากินบ้าง
"เจ้าชายว่านะ บอสต้องอยากกินพิซซ่าแน่เลย"
Happy Ending (ซะที)
แถมท้าย
สองวันถัดมา...
ตาแก่รุ่นที่ 9 ผู้รู้จักกันดีในนามของ เจ้าของคทาแห่งพลัง กำลังนั่งดูดีวีดีบางอย่างที่ส่งตรงจากวาเรียด้วยท่าทางปลาบปลื้มใจ
ซูมเข้าไปใกล้อีกนิด จะพบว่า บอสใหญ่แห่งวาเรียนั่นเองที่เป็นตัวเอกของเรื่องอยู่ในนั้น
"แซนซัสลูกพ่อ นี่เจ้าโตเป็นหนุ่มแล้วสินะ เคี๊ยกๆๆๆ"
Happy the end (ของจริง)